Poon's profileเก๊กฮวยเอ๋ย จงเป็นเก๊กฮว...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 25 ขโมยตัวเป็นๆไม่รู้ว่าเบญจเพสหรืออะไร ช่วงนี้เจอแต่เรื่อง
อุบัติเหตุเอย ขโมยขึ้นบ้านเอย จัดบ้านอยู่ดีๆข้อมือเล็ดอีก
เพิ่งรู้สึกตัวว่า หลังจากวันที่อายุครบ 25 ปีเป็นต้นมา สุขภาพย่ำแย่ลงเยอะเหมือนว่ามันอั้นมานาน แต่มีความเยาว์วัยเป็นตัวเคลือบไว้ พอถึงเวลายางยืดหยุ่นหมดอายุ ก็ระเบิดตู้ม
เมื่อวันเสาร์ขโมยขึ้นบ้านตอนเช้ามืด ทั้งๆที่เพิ่งขึ้นไปนอนได้แป๊บเดียว
ที่น่าโมโหตัวเองคือ ไม่ได้หลับแต่นอนฟังโจรมันงัดแงะบ้านเชิบๆสบายใจ
คือก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามีเสียงแปลกๆ ตั้งแต่เสียงมอเตอร์ไซค์ จนเสียงประตูรั้ว และมาถึงเสียงประตูบ้าน
แต่ด้วยความปอดแหกเป็นโรคประจำตัว เลยคิดว่าเราคงคิดมากไปอีกแล้ว ฟุ้งซ่านไปเรื่อย เพราะนี่มันก็ตีสี่เข้าไปแล้ว
ไหนจะคนส่งหนังสือพิมพ์ ไหนจะหมาจรจัดแถวบ้านที่ชอบมาอาศัยนอนหน้าบ้าน ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นที่จะทำเสียงต่างๆที่ได้ยิน
ได้ยินเสียงคนงัดแงะประตูบ้านซักพัก ก็เป็นเสียงเปิดประตูได้ เสียงคนชนเก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่หน้าบ้านก็คิดว่าเอาล่ะสิคุณย่าตื่นมาทำกับข้าวใส่บาตร
ก็นอนฟังไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ยินเสียงเหมือนคนทำหมวกกันน็อคหล่นพื้น (ซึ่งต่อมาพบภายหลังว่าเป็นแบตมือถือกองโต หลายรุ่นหลายยี่ห้อของคนทั้งบ้าน)
เลยรู้สึกว่ามันแหม่งๆชอบกลเลยตัดสินใจเดินลงไปข้างล่าง
ตอนเดินลงไปก็ไม่คิดอะไรหรอกว่าจะเจออะไร ยังไง ไม่ได้เตรียมใจไว้เลย
เดินลงบันได มาถึงก็เจอประตูบ้านเปิดอยู่ และก็เจอใครคนนึงยืนอยู่ระยะห่างจากเราประมาณเดินสามสี่ก้าวถึง
ใช้เวลาประมาณครึ่งวินาทีว่านี่คืออะไร
หลังจากต่างคนต่างอึ้ง ขโมยก็คิดได้ก่อน หันหลังวิ่งจากไป
เราเองพอเห็นความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามเลยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างก็ร้องกรี๊ดๆ
......เงียบ...มีเพียงเสียงแม่โวยวายมาว่า อะไรๆๆใครเป็นอะไร แล้วก็เงียบ
เราก็...เฮ้ย
(ตอนนี้ขโมยขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว)
เอาใหม่กรี๊ดๆๆๆๆๆ มีคนเข้ามาในบ้านๆๆๆ กรี๊ดๆๆๆๆ
ได้ผล ผู้คนในบ้านแตกตื่น กรูกันลงมาข้างล่าง
ต่างคนต่างวิ่งวุ่นไปคนละทาง แม่วิ่งออกนอกบ้านตามหาโจร
พี่สาวร้องตาม มันไปแล้วแน่นะๆๆ
คุณย่ากับพ่อบอกว่าแจ้งตำรวจๆๆ
(ตอนนี้ขโมยขี่ไปถึงมอเตอร์เวย์แล้ว)
วิ่งวุ่นหาเบอรืยามกับตำรวจอยู่ประมาณ 15 นาที
อีกเกือบ 45 นาที ตำรวจมาถึง
(ตอนนี้ขโมยขี่ไปถึงอยุธยาแล้ว)
สำรวจตรวจตราพอเป็นพิธี ก็บอกว่าเดี๋ยวไปแจ้งความของหายด้วยละกัน ไปสายๆก็ได้นะไม่ต้องรีบ (แน่ะ!ตำรวจหนอ)
ตำรวจมีการแสดงความห่วงใยก่อนกลับ บ้านนี้ก็อันตรายนะอยู่กันเฉพาะผู้หญิง (อ้าว แล้วพ่อที่ยืนอยู่ข้างหลังล่ะ) กับคนแก่ (แป่ว!!!)
สรุปของหายเป็นกระเป๋าตังค์สองใบ มือถือของพี่แบนเกินไปขโมยมองไม่เห็น แบตมือถือที่ทำหล่นไว้ พอดีมาเจอะเราซะก่อนเลยไม่ได้เอาไป
กระเป๋าเราไม่มีตังค์ซักบาท อายตำรวจบวกขำโจร ที่เอากระเป๋าที่ไม่มีตังค์ไป
คิกคักไปสักพักสำนึกได้ว่าดันเอาแหวนถอดใส่กระเป๋าตังค์ไว้สองวงเพราะกลัวหาย
ได้กรี๊ดอีกรอบ คราวนี้มีแม่ผสมโรงด้วยเพราะเป็นแหวนของแม่
เฮ่อ เซ็งจิตจริงๆ
April 17 สงกรานต์ผ่านมาสวัสดีปีใหม่ไทย
ทำไมต้องปีใหม่ไทย
และถ้าเราพูดว่ามันเป็นปีใหม่ไทย
ทำไมเราถึงไม่เฉลิมฉลองวันนี้ในฐานะวันปีใหม่จริงๆ
แต่กลับฉลองวันนี้ด้วยวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุ
และถ้าวันนี้เป็นวันปีใหม่ของเราแล้ววันที่1มกราเป็นวันอะไร
ปีใหม่สากล
ในเมื่อเรามีปีใหม่ของเราอยู่แล้วจะต้องไปเลียนแบบคนอื่นทำไม
เพ้อไปเรื่อยๆนะเรา
วันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็พบเจออะไรแปลกๆและคาดไม่ถึง
เริ่มแรกออกเดินทางไปฉลองวันปีใหม่ที่หัวหิน
ก็เจอกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก
แต่ก็พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่เราก็เคยนึกๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้อะไร
ปล่อยผ่านเลยไปอย่างนั้นเอง
เราพบว่าทุกวันนี้เราลืมนึกถึงคนเดินถนนน้อยเกินไป
เอาแต่ความสะดวกสบายของผู้ใช้รถเป็นที่ตั้งส่วนผู้ใช้ถนนเป็นรอง
ถนนระหว่างจังหวัด
ทุกคนที่ใช้รถต่างขับตะบึงตะบอนไปโดยคิดแต่เพียงว่ามันเป็นทางรถทางหลวง
เวลาเราแวบเห็นคนรอข้ามถนนก็มักคิดว่าเดี๋ยวเค้าคงข้ามได้เอง
ไม่คิดเลยว่าความจริงเค้าต้องรอกันเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงหรือกว่านั้น
และความจริงแล้วสองข้างทางก็เป็นที่อยู่อาศัยของคนทั้งนั้น
จากการสัมภาษณ์ลุงกับป้าที่รู้จักกันผ่านอุบัติเหตุ
ทำให้ได้รู้ว่าก่อนถนนจะขยายกว้างเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้รถ
คนแถวนั้นเค้าข้ามฝั่งกันไปมาเพื่อพบปะสังสรรค์
ไปตลาด ไปธุระ ไปนั่นไปนี่
แต่พอถนนตัดผ่านก็ดูเหมือนถูกตัดขาด
ทั้งๆที่ถนนในบางครั้งก็เป็นเหมือนตัวแทนของความเจริญ
ตลาดที่เดิมไปจ่ายกับข้าวทุกวันก็ลดเหลืออาทิตย์ละครั้ง
โรงเรียนที่อยู่ใกล้เพียงแค่ข้ามถนน
กลับต้องเผื่อเวลาไว้เกือบชั่วโมงเพื่อข้ามถนน
เราก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้ต่อไปนี้ไม่มีการตัดหรือขยายถนนอีก
เพราะจริงๆแล้วถนนที่สะดวกสบายก็เป็นหนทางที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงอะไรต่างๆได้ง่ายขึ้น
แต่ด้วยสมองที่มีอยู่อันน้อยนิดเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันควรจะเป็นยังไง
แค่คิดว่าอยากให้คิดถึงคนใช้ถนนที่มีสองตีน สี่ตีนบ้างก็คงดี
วางแผนแล้ววางแผนอีกเพื่อจะได้ไม่เจอรถติด
แต่เหมือนว่ายิ่งเกลียดเธอยิ่งเจอรัก
ยิ่งเกลียดรถติดยิ่งเจอรถไม่ขยับ
หัวหิน 8 ชั่วโมง
ใครเคยใช้เวลานานขนาดนี้บ้าง
ขากลับคิดแล้วว่ากลับก่อนคนอื่นรถไม่ติด
ยอมเที่ยวน้อยหน่อย รีบกลับเสียแต่วันจันทร์จะได้ยังไม่เจอขบวนรถชาวกรุง
เราคิดได้ทำไมคนอื่นจะคิดเหมือนกันไม่ได้บ้าง
รถติดอีก ติดได้อีก ติดกันไปเลยนะ ติดให้บ้าไปเลย
โอ๊ย เซ็ง
สวัสดีปีใหม่
April 09 วัดพูและ ฝันดรีมตอนแรกว่าจะเขียนการไปเที่ยวต่างประเทศ (ว้าว)ครั้งนี้อย่างละเอียด
เพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกความทรงจำ
แต่ว่าเวลามันก็ได้ผ่านมาแล้วเนิ่นนานและก็งั้น งี้ งู้น โง้น เง้น
ขี้เกียจอย่าเลยเขียนเรื่องอื่นดีกว่า
สรุปอย่างย่นย่อ
ไปลาวคนเดียว 3 วัน
ต่อด้วยเที่ยวเวียดนามกับเพื่อนอีก 26 วัน
ก็เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน 2 แบบ
ตอนอยู่ลาวมันก็...ไม่รู้สินะ คือที่ลาวมันก็ไม่ให้ความรู้สึกต่างประเทศจริงจังมากนัก
ทำให้ไม่รู้สึกกังวลกับสิ่งที่เจอหรือกำลังจะเจอ
ขี้หมูขี้หมาก็พูดภาษาเดียวกัน
แต่ที่แปลกอีกอย่าง พอเห็นเรามาคนเดียวก็ชอบถามว่ามาคนเดียวเหรอทำไมไม่มากับแฟนล่ะ
ฮ่วย! ถ้ามีก็พามาแล้วล่ะ ถามอยู่นั่นแหละ
ไปลาวคราวนี้ได้ไปเที่ยวแค่ 2 ที่ใหญ่ๆคือวัดพูกับน้ำตกคอนพะเพ็ง
เนื่องจากความเป๋อ เอ๋อรับประทานของเราคนเดียว ตอนไปวัดพูก็ขลุกๆขลักๆ มาถึงจำปาศักดิ์ก็ขลุกๆขลักๆอีกกว่าจะได้เกสต์เฮาส์เล่นเอาเหนื่อย
พอรู้ว่าแม้ถึงจำปาศักดิ์แต่วัดพูก็อยู่ห่างจากที่นี่ไปอีก 8 กิโลก็กำลังคิดว่าแล้วเราจะไปถึงมั้ยเนี่ย
จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็ไม่กล้า มีแต่คันใหญ่ๆ จะขี่จักรยานก็ร้อนเหลือทน
แต่จะไม่ไปรึก็ไม่ได้มาถึงนี่แล้ว ตัดสินใจไปจักรยานก็ได้
พอไปลองขี่ก็ปรากฎว่าจักรยานสูงไป ต้องวานให้เจ้าของมาปรับเบาะให้
เจ้าของเกสต์เฮาส์เลยบอกว่า
แหม คนตัวน่อยแต่รถคันโตเนาะ
ปลื้มสิครับ เกิดมาตั้งนานเพิ่งจะมีคนบอกว่าเป็นคนตัวเล็ก
เอ่อ...เค้าคงไม่ได้หมายถึงเตี้ยใช่มั้ย
ขี่ไปรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เมื่อไหร่จะถึงสักที
พอถึงที่แล้วก็ยังต้องเดินเท้าต่อไปอีก ทั้งสูงทั้งไกล
แทบเป็นลม
แต่ไปถึงแล้วก็ สงบร่มรื่น เย็นตาเย็นใจดี
โบราณสถานอะไรต่างๆก็ดูกับเค้าไม่รู้เรื่องหรอก
แต่การที่เป็นทางเดินร่มรื่นจากเงาไม้ของต้นลั่นทมบัง
พร้อมกลิ่นหอมจางๆลอยอบอวลอยู่ทั่ว
มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
และพอเดินไปถึงข้างบนสุด
วิวทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตา
เห็นแล้วมัน อื้อหือ โอ้โห จริงๆ
เมื่อวานไปดูดรีมทีมมา
สมชื่อดรีมทีมมาก ตอนจองตั๋วมีคนจองก่อนหน้าเรา 3 คนเท่านั้น
เราเป็นคนที่สี่
สามัคคีดรีมทีมกันจริง
เด็กก็คือเด็ก ท่าไม่ไปสั่งให้ทำท่าแก่นแก้ว วี้ดว้ายเกินเด็กจนเกินไป
เด็กก็น่ารักดี
ตลกมากด้วย
แต่ตัวหนังแปลกๆไม่รู้ว่าแปลกตรงไหนเหมือนกันแต่มันดูแล้วขาดเป็นห้วงๆยังไงบอกไม่ถูก
แต่กิ๊กกับเด็กขำดี
หัวแก้วกับเป๊ะน่ารักที่สุด
น่ารักจังเลย
น่ารัก น่ารัก
แล้วดิฉันเป็นอะไรเนี่ย เดี๋ยวเขียนถึงนั่น เดี๋ยวเขียนถึงโน่น วุ่นวายไปหมด
April 06 เที่ยวคนเดียวก็ได้ง่ายจัง ตอน กว่าจะถึงวัดพูมาถึงลาววันแรกก็ได้แต่เดินเที่ยวไปมาในเมืองปากเซ
ไม่มีไอเดียในการเที่ยวใดๆได้แต่เดินไปเรื่อยเปื่อย
เห็นอะไรอยากเดินดูก็เดิน
แวะกินส้มตำกะว่าจะเจอของแท้และดั้งเดิม
ปรากฎว่าหวานจัดเผ็ดจี๊ด
งงอยู่เหมือนกัน
ระหว่างเดินเที่ยวก็หาข้อมูลการเดินทางต่อไปเวียดนามจนได้ข้อมูลคร่าวๆเพื่อความชัวร์
เห็นร้านกาแฟแสนกิ๊บเก๋
เลยรีบกระโดดเข้าไปนั่ง
นั่งแล้วก็งง
จะมาตื่นเต้นอะไร
มาเที่ยวลาวนะไม่ได้มาเที่ยวร้านกาแฟ
วันต่อมารีบตื่นแต่เช้าเพราะจะไปจำปาศักดิ์
ก็ว่าศึกษามาดี แต่คงพูดจาไม่ถูก
บอกจะไปท่ารถที่ไปจำปาศักดิ์
แต่มอเตอไซค์รับจ้างกลับพาไปตลาดดาวเรือง
เอาเถอะไม่ว่ากันเพราะมีคนชี้ทางสว่างต่อให้
คือรถที่ตลาดดาวเรืองก็มีเหมือนกันที่จะไปจำปาศักดิ์ แต่ออกตอนเที่ยง
มีอีกที่จะออกเร็วกว่าคือตอนเก้าโมง
ก็นึกอยู่ว่าแล้วทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงไม่พา(กู)ไปที่นั่นวะ
เอาเถอะมาแล้วก็ถือโอกาสเที่ยวชมตลาดเสียเลย
ผักหญ้าหน้าตาคล้ายๆเรานี่แหละ
มีหน่อไม้ใส่ขวดนี่สิแปลกหน่อยเพราะไม่เคยเห็น
ขนมปังฝรั่งเศสก็ขายกันเป็นล่ำเป็นสัน
แต่เมื่อวานกินแล้วไม่ค่อยถูกปากวันนี้เลยไม่ซื้อกินอีก
กลับไปนั่งรอต่อบนรถมียายแก่มาขายมะม่วง
คะยั้นคะยอให้ซื้อ อดไม่ได้ซื้อไป1ถุง
แล้วก็แกะกินในทันทีทันใด
เปรี้ยวปรี๊ดเข็ดฟัน
นั่งกินคนเดียวก็กระไร เลยแบ่งให้เพื่อนร่วมทาง
กินบ่ กินบ่
เพื่อนร่วมทางยิ้มแย้มแบบอ่อยๆ หยิบไปอย่างเสียมิได้
คิดว่ากรูไม่เห็นตอนแกเคี้ยวมะม่วงเรอะ
หน้าเหยเกซะขนาดนั้นมันยังคิดจะมาแบ่งอีก
เกือบเก้าโมงรถถึงได้ฤกษ์ออกจากตลาดดาวเรือง
ขับไปไม่นานก็ถึงท่ารถไปจำปาศักดิ์
ดูท่าแล้วต้องรออีกนาน
คิดอยู่ว่า อะไรกันวะเนี่ย รอไปรอมา แล้ววันนี้จะถึงวัดพูมั้ยเนี่ย
นั่งรอไปหนุ่มวัยกลางคนที่นั่งข้างๆก็ถ่มถุยไป เป็นจังหวะนับเวลาได้ทุกห้านาที
ถุยจนน้ำกลายจะกลายเป็นบ่อน้ำรถก็ไม่มีทีท่าว่าจะออก
จนสุดท้ายรถเต็มเมื่อเวลากี่โมงไม่รู้รถจึงได้เริ่มเคลื่อนขบวน
นั่งไปไม่ทันเมื่อยมากรถสองแถวก็ลงแพข้ามฝั่ง เป็นอันรู้ว่ารถได้พาเรามาถึงจำปาศักดิ์แล้ว
ข้ามฝั่งได้ไม่ทันไร คนในรถเห็นท่าว่าจะมาคนเดียวเลยถามไถ่เป็นอันดีว่าจะลงไหน
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะลงไหนดีเลยบอกเค้าไปว่าจะลงที่ที่มันมีเกสต์เฮาส์
ลืมนึกไปว่าเกสต์เฮาส์ไม่ได้มีที่เดียวในจำปาศักดิ์
นั่งไปเรื่อยจนผู้โดยสารเริ่มเหลือน้อย ชักจะยังไง
คนในรถเลยบอกว่าถ้าจะพักเกสต์เฮาส์ล่ะก็เลยมาแล้ว
จะวนไปส่งเอาไหม
เห็นท่าทางผู้โดยสารอื่นแล้วอย่ากระนั้นเลยเดินกลับไปเองก็ได้
ตัดสินใจเอาเป้ขึ้นหลังและออกเดินๆๆๆ
ตอนแรกนึกครึ้มใจว่าแหมเรานี่ช่างสมเป็นหญิงแกร่งbackpackerตัวจริง
แบกเป้เดินหาที่พัก โก้เก๋ซะไม่มี
เดินไปคาดว่าไม่ถึง300เมตรเหงื่อแตกซิก และของหนักจนอยากโยนกระเป๋าทิ้ง
แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าจะเลือกดูเกสต์เฮาส์หลายๆที่จนกว่าจะพอใจ
แต่ตอนนี้ คิดว่าขอให้เจอสักเกสต์เฮาส์นึงเถอะจะเอาทันทีไม่มีแง่งอน
เดินหอบแฮกๆมาถึงวงประเสิดเกสต์เฮาส์
เอาแหละวะที่นี่แหละ
ชื่อคุ้นๆด้วยเหมือนเคยอ่านเจอในหนังสือแนะนำ
ในที่สุด...ก็ได้พักซะที
|
|
|