Poon's profileเก๊กฮวยเอ๋ย จงเป็นเก๊กฮว...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 24 วันนี้วันที่25กรกฎาคม2550ต่างหาก ความจริงวันนี้ก็เป็นวันดีนะ วันีท่ 25 ปี2550และมีอายุ 25 ปี
ในที่สุดวันเกิดก็ผ่านไปพร้อมๆกับที่อ่านโลกของโซฟีไม่จบ และยังไม่ได้เริ่มอะไรใหม่ๆในวันเกิดปีที่ 25 ของตัวเองเลย
ไหนๆวันนี้ก็วันที่ 25 งั้นลองมารวบรวมหนังสือที่เคยอ่านตลอด 25 ปีดีกว่า
เริ่มแรกเด็กๆก็ต้องอ่านนิทานสินะ นิทานอะไรบ้างล่ะ เจ้าหญิงทั้งหลาย ซินเดอเรลลา เจ้าหญิงนิทรา สโนไวท์ ธัมเบลลิน่า เจ้าชายกบ พระราชาชีเปลือย หนูน้อยหมวกแดง หมาป่ากับลูกแกะ หมูสามตัว หมีสามตัว กระต่ายน้อยเนตรแดง เทพนิยายกริม นิทานอีสป อลิซในแดนมหัศจรรย์ แบมบี้ จำได้ว่าไม่ชอบเรื่องอลิซตั้งแต่เด็กแล้ว ทั้งดูการ์ตูนและอ่านหนังสือ ไม่เห็นสนุกตรงไหน พอมาตอนโตถึงรู้ว่า อ๋อมันไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กซะหน่อย
พอโตมาสักหน่อย ก็ยังไม่อ่านอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ จำได้ว่าเด็กๆก็เล่นแต่ตุ๊กตากับดูทีวีนั่นหละ เคยพยามลองอ่านหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตอนนั้นคงไปเจอบทหดหู่อยู่ก็เลยไม่ได้สนใจอ่าน จะเปิดดูสารบัญแล้วเลือกเฉพาะตอนที่มันฉลองคริสมาสต์กันเท่านั้น
ถ้าจำไม่ผิด เรื่องที่ยาวหน่อยที่อ่านเป็นเล่มแรกๆคือ ผลไม้มหัศจรรย์ของโรอัล ดาห์ลล่ะมั้ง หรือไม่ก็ห้าใบเถา ของซิดนีย์ เทเลอร์
อ้อที่อ่านเมื่อเริ่มโตอีกอย่างคือขายหัวเราะ แล้วก็พัฒนามาสู่การ์ตูนญี่ปุ่น ตอนแรกอ่านไม่รู้เรื่องแต่ดูๆไปนานๆก็รู้เรื่องไปเอง
สำหรับนิตยสารที่อ่านประจำมาตั้งแต่เด็กก็คือสตรีสาร แต่เราอ่านแต่ส่วนที่เป็นภาคพิเศษสำหรับเด็กหรอกนะ อ่านมันอยู่แค่นั้นแหละจนนิตยสารปิดตัวไป จนพอโตมานี่แหละถึงได้ลองหยิบสตรีสารเล่มเก่าๆมาอ่านดูถึงได้พบว่ามีอะไรน่าสนใจเยอะแยะในเล่ม ซึ่งเด็กๆก็น่าจะอ่านได้ อ่านดี น่าเสียดาย ความจริงสตรีสารเป็นนิตยสารที่ดี แล้วยังไม่มีโฆษณาแฝง คือโฆษณาก็คือโฆษณา เนื้อหาก็คือเนื้อหา ไม่เหมือนนิตยสารสมัยนี้เป็นภาพลวงตากันไปหมด
พอประมาณมัธยมนี่ ถ้าจำไม่ผิดอ่านแต่นิยายนะ เริ่มจากที่มีอยู่ที่บ้านก่อน แล้วก็ลามไปถึงที่เป็นละครอยู่ ณ ตอนนั้น แล้วพอไปร้านหนังสือเช่ามันก็จะเห็นเล่มนั้นเล่มนี้ตามมาของทมยันตีน่าจะเยอะที่สุด พวกเรื่องเจ้าทั้งหลาย เจ้าหญิงเจ้าชายไปมา ชอบสุดๆ
นิยายที่เคยอ่านก็ บ้านทรายทอง ปิ่นไพร เสราดารัล ตามรักคืนใจ ปริศนา เจ้าสาวของอานนท์ รัตนาวดี วนิดา ถ่านเก่าไฟใหม่(ชอบ) บ้านไร่เรือนตะวัน(ชอบ) หน้าต่างสีชมพูประตูสีฟ้า จดหมายถึงดวงดาว จินตปาตี(ชอบ) ในฝัน มาลาเค อมาญาส์ เหตุเกิดในครอบครัว ศิลามณี คู่กรรม คำมั่นสัญญา(ชอบมาก) นิยายเล่มเล็กๆของเชิญอักษรก็อ่านทุกเล่มนะ แต่ก่อนไม่นิยมอ่านนิยายที่รันทด แล้วก็ไม่แฮปปี้เอนดิ้ง
ความจริงมีอีกแหละแต่จำไม่ได้ ที่จำได้ก็มีแต่ที่มันเป็นละคร
จนมาวันนึงก็รู้สึกว่า...โง่ อ่านแต่นิยาย ความจริงด้วยตัวนิยายที่ดีๆเองมันก็มี แต่เราก็เริ่มไปอ่านนิยายที่มันไม่ค่อยดีแล้วไง ไม่ดียังไงก็บอกไม่ถูก การผูกเรื่องราวและสำนวนภาษาที่ใช้ล่ะมั้ง เออ แต่อยู่ดีๆไม่รู้ทำไมก็เลิกอ่านนิยายไปซะอย่างนั้นเอง
เหมือนมันเริ่มจากเบื่อความสมหวังในนิยาย ถ้าเรื่องไหนมีพระเอกหรือนางเอกตายจะดีมาก ทำนองนั้น ระหว่างนั้นก็อ่านหนังสืออื่นๆบ้างนะ
เด็กในตู้ของ โอติลี บายยี เป็นเรื่องเศร้าๆของเด็กคนหนึ่งที่ถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้า อ่านแล้วนำตาเล็ด นำตาร่วง
เสื้อร้อยชุด เรื่องนี้อ่านตั้งแต่ประถม เป็นเด็กผู้หญิงจนๆคนหนึ่งที่อยากมีเสื้อผ้าดีๆใส่ ก็เลยวาดรูปเสื้อผ้าที่อยากใส่ อยากได้แทน
ตอนมัธยมต้องมีหนังสืออ่านนอกเวลาใช่มั้ย เราก็มี เรื่องสวนสัตว์ ของสุวรรณี สุคนธาเรื่องนี้สนุก อ่านแล้วมันเรื่อยๆดี แล้วก็มีแมงมุมเพื่อนรัก เอมิลยอดนักสืบ ฉันอยู่นี่ศัตรูที่รัก ข้างหลังภาพ เล่มนี้อ่านแล้ว โคตรจะไม่ซึ้ง ไอ้คำคมคำซึ้งที่ว่า อะไรนะ ...แม้ฉันจะตายโดยปราศจากคนที่รักฉันแต่ฉันก็ดีใจที่ตายโดยมีคนที่ฉันรักอะไรทำนองนี้แหละ ก็แค่รู้สึกว่า คุณหญิงก็ตรอมใจตายเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ เรื่องที่คุณหญิงไม่สามารถมีนพพรมาอยู่เคียงข้างอย่างที่หวังได้ คุณหญิงเลือกไม่ได้เท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อจะตาย มันก็เหมือนปลงได้แล้วหรือไงไม่ทราบ คือเอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังได้รัก เหมือนปลอบใจตัวเองมากกว่า
อะไรอีกล่ะ ที่เคยอ่าน บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้อง นางสาวโต๊ะโตะจัง(สนุกบวกตลก) ชาลีกับโรงงานชอคโกแลต คุณพ่อขายาว ศัตรูที่รัก(ภาคต่อของคุณพ่อขายาว) ขนมเค้กอวกาศ บ้านลอยน้ำ อ้อ ลืมไปได้ไง สี่แผ่นดิน ครบทุกเล่ม แต่ถ้าจำไม่ผิด อ่านจบทั้งหมดแค่ครั้งเดียว แต่หยิบมาอ่านใหม่หลายรอบเหมือนกันแต่อ่านเฉพาะเล่มหนึ่งเท่านั้น ตอนที่แม่พลอยเด็กๆ สนุกสุดแล้ว
พอเข้ามหาลัยก็ไม่ค่อยได้อ่านอะไรนะ จำได้ว่าเข้าได้แรกๆก็อ่านฉันจึงมาหาความหมาย ของวิทยากร เชียงกูล ใบไม้ที่หายไป ของจิระนันท์ พิตรปรีชา จากนั้นก็ไม่ได้อ่านอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ นอกจากหนังสือเรียน พูดก็พูดเถอะหนังสือเรียนยังไม่ค่อยได้แตะเลย อ้อ แต่ที่ตลกคือวันที่ไปสมัครเอนท์ ก็ยังไม่ได้บอกใครว่าเลือกคณะอะไร แต่พอกลับมาก็หยิบ เราทั้งผองอักษราเทวาลัยมาอ่าน พี่เลยถามว่าเอนท์เข้าอักษรเหรอ ตลกดี เลือกเศรษฐศาสตร์แต่ดันหยิบอักษรศาสตร์มาอ่าน เจริญเถอะ
พอมาปีสูงๆก็เริ่มกลับมาอ่านอีกครั้ง เริ่มจากอยากทดลองอ่านนิยายจีนกำลังภายในดู อ่านไปได้สามเล่ม ชื่ออะไรก็ไม่รู้รู้แต่ว่าคนเขียนชื่ออุนสุยอัน ก็สนุกดีนะ อ่านแล้วก็เคลิ้มๆอยากเป็นจอมยุทธ์กับเขาบ้าง
นิยายแปลเริ่มกลับมาดัง อย่างเรื่อง The Davinci Code เทวากับซาตาน แล้วก็เรื่องไซเบอร์อะไรสักอย่างของคนเขียนคนเดียวกันนี่แหละ
อ้อ เราได้อ่านเรื่องดอกไม้ปลายสวน ของสิริมา อภิจารินด้วยด้วย ชอบมาก อ่านสองรอบในเวลาที่ห่างกันหลายปี พบว่าครั้งแรกกับครั้งที่สองเมื่ออ่านจบกลับคิดต่างกัน แต่ก็ยังชอบอยู่ดี เหมือนกับว่าชีวิตมีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะนอกจากเรื่องความรักน่ะ แน่นอนความรักยังคงมีอยู่ คงอยู่ ไม่ได้หายไป แต่ก็ไม่ได้ไปฟูมฟายกับมันมาก ไม่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องจำเป็นในชีวิต มีเรื่องจำเป็นในชีวิตอีกมากมายที่ต้องทำและควรทำ
ลืมไปได้ไง แฮรี่ พอตเตอร์ทั้ง 6 เล่มซึ่งกำลังจะเป็น7 เล่มในไม่ช้า
ตอนเรียนนวนิยายกับการเมืองก็เลยได้อ่านนิยายไปหลายเล่ม ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ตอนอ่าน บอกกับน้องคนนึงว่านิยเรื่องนี้ดูจริงมากเลย แต่รุ่นน้องกลับบอกว่ามันดูนิยายมากต่างหาก แล้วพอเรียนๆไป ในห้องก็มีการถกกันระหว่างความสมจริง ความจริง ความไม่จริงอะไรก็ไม่รู้ สับสนวุ่นวายไปหมด เหมือนกับว่าจริงคือไม่จริง ไม่จริงก็คือไม่จริง หรืออาจจะจริงก็ได้ บ้ากันไปใหญ่ (เราน่ะบ้าอยู่คนเดียวหรอกนะ)
อมตะ(สนุก) กาเหว่าที่บางเพลง รักที่ริมทะเลเมฆ รุ้งจันทร์ตะวันดาว ซือโก๊ะแซกอ(สนุก) ดงดอกเหมย(สนุก)
ที่ตลกก็คือ พอขึ้นปีห้าก็ฮิตอ่านหนังสือ ตอนปิดเทอมเดือนตุลาก็หยิบเอาหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ที่ไม่เคยอ่านจบมาอ่านรวดเดียว ตั้งแต่เล่มแรกจนเล่มสุดท้าย ใช้เวลา 7-8 วันตามจำนวนเล่มที่มี หยิบหนังสือที่เห็นตั้งแต่...เมื่อไหร่ไม่รู้รู้แต่ว่านานแล้ว เอามาอ่านอย่างมูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์ อ่านแล้วชอบ ชอบมากๆ ชอบสุดๆ สุดๆไปเลย ที่ตลกก็คือ เหตุผลของการหยิบมาอ่าน เพราะดันไปเจอการ์ตูนเรื่องนึงเกี่ยวกับนักฟันดาบแล้วพระเอกของเรื่องก็ชื่อมูซาชิ ซึ่งตั้งใจตั้งตามนักดาบที่มีชื่อเสียงนั่นแหละ พออ่านการ์ตูนเลยอยากอ่านมูซาชิของจริงขึ้นมา
แล้วก็ว่างๆไปนะ เพิ่งมาช่วงไม่นานมานี้ก็เริ่มมาอ่านอีก เริ่มจากนาร์เนียครบชุด หนังสือชุดนี้แปลก อ่านแรกๆก็รู้สึกเป็นวรรณกรรมเยาวชนดีอยู่ อ่านไปอ่านมาโดยเฉพาะเล่มสุดท้าย อวสานการยุทธ์ อ่านแล้วมันเหมือนกับว่า โอ้อัสลานเป็นพยาน พระเจ้าเถอะ พระเจ้าจริงๆ
เออ ลืมไปได้ไง ก็องดิดด์ ปรัชญานิยายโดยวอลแตร์ อ่านเล่มนี้ตั้งแต่ปีหนึ่ง อ่านเสร็จแล้วก็ให้รู้สึก......อะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า ฮะ อะไรวะ อยู่ไหนเหรอปรัชญา อะไรเหรอ เราพลาดตรงไหนรึเปล่า ลองเขย่าหนังสือดูเผื่อปรัชญาจะหล่นออกมาให้ชมเป็นขวัญตา คือคงต้องทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ว่า เรามันสมองไม่ถึงล่ะ อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่ได้งงในเนื้อหานะ เพราะเรื่องราวมันก็ดำเนินไปตามเนื้อเรื่องไม่ได้มีฉากอันพิสดารแบบที่ต้องตีลังกาอ่าน เพียงแต่ มันเค้นไม่ออก ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังเนื้อหาที่ว่า หรือความจริงวอลแตร์อาจจะแค่เขียนเล่นๆก็ได้นะ แต่พอดีเป็นวอลแตร์ไง คนเลยรู้สึกว่า มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่ๆ(ปลอบตัวเอง)
ที่ไม่ใช่นิยาย นิทานก็อ่านบ้างประปราย มีรวมข้อเขียน บทบรรณาธิการของ อธิคม คุณาวุฒิ ก็ตามอ่านทุกเล่มนะ น่าสนใจดี
แล้วก็....อะไรดีล่ะ อ้อโลกของโซฟีไง ที่อยากจะอ่านให้จบก่อนวันเกิดแต่ทำไม่สำเร็จ พูดถ฿งเล่มนี้ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่ามีอีกเล่มนึง คือการิทัตผจญภัย อ่านตอนเรียนกับอาจาร์เกษียร เรื่องนี้อ่านแล้ว ไม่สนุกเท่าไหร่ หดหู่ในบางครั้ง ตลกดีเหมือนอ่านอลิซ อ่านแล้วรู้สึกว่าเมื่อไหร่เราจะหลุดพ้นจากการเดินทางอันไม่น่าอภิรมณ์นี้สักที
เท่าที่ลองนึกชื่อหนังสือดู พบว่า เราเป็นคนอ่านหนังสือน้อยนะ น้อยมาก เมื่อเทียบกับว่าเกิดมาได้ตั้ง 25 ปี แล้ว แน่นอนว่ามันคงมีอีกแหละ แต่นึกไม่ออก แต่มันก็คงไม่มากไปกว่านี้สีฃักเท่าไหร่ ทำให้รู้สึกว่าเราอ่านหนังสือน้อยไปจริงๆ ถ้าไม่นับนิทาน เราว่าหนังสือที่เราอ่านมีไม่ถึงร้อยเล่มหรอกนะ ถึงห้าสิบเล่มรึเปล่ายังไม่รู้เลย น้อยจัง
July 23 happy belated birthdayhappy birthday to me
happy birthday to me
happy birthday happy birthday
happy birthday to me
สุขสันต์วันเกิดแด่ตัวเอง ที่มีอายุครบ 25 ปี หรือ300 เดือน
เยอะนะ นี่เราเกิดมาตั้ง 300 เดือนแล้วหรือนี่
อวยพรวันเกิดให้ตัวเองหลังจากผ่านวันเกิดมาได้ 1 วัน
คงไม่มีใครอวยพรได้ดีเท่ากับเราอวยพรให้ตัวเองหรอกนะ
คือสัญญากับตัวเองไงล่ะ ถ้าทำได้พรนั้นก็สำเร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ใช่เป็นเพราะใครอื่นนอกจากตัวเราเองเท่านั้น
ตั้งใจว่า จะตั้งใจ
ในเรื่องที่เราตั้งใจว่าจะตั้งใจ
และในเรื่องที่เราไม่ได้จะตั้งใจ
เราก็จะตั้งใจ
เราตั้งใจว่าอย่างนั้น
หวังว่าคงทำได้อย่างที่ตั้งใจ July 08 เดือน7 และอายุ 25 ปีเดือนกรกฎาคมมาถึงอีกแล้ว เมื่อวานเป็นวันพิเศษ วันที่7ของสัปดาห์ วันที่7ของเดือน7 ปี2007 แต่จริงๆนะ พอพูดเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แม่เบรกความตื่นเต้นด้วยน้ำเสียงเนือยๆว่า "วันไหนๆมันก็มีเพียงวันเดียวทั้งนั้นแหละ" มันไม่มีทางที่จะมีวันที่ซ้ำกันได้หรอก นอกจากเราจะย้อนเวลากลับไปได้
ปีนี้เป็นปีที่เราจะมีอายุครบ 25 ปี พูดให้ใกล้ความจริงกว่านั้นก็คือ ในอีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้าเราก็จะเรียกได้ว่ามีอายุครบ 25 ปี
มันสำคัญที่ตรงไหนกันนะ แก่ขึ้น แก่มากทีเดียว ไม่หลงเหลือความเป็นเด็ก สาวแรกรุ่นอีกต่อไป กลายเป็นสาวจริงๆ ที่กำลังจะกลายร่างเป็นสาวแก่ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
จะไม่มีจิ๊กโก๋วัยรุ่นแซวอีกต่อไปเพราะหน้าตาที่บ่งบอกยี่ห้อได้ แซวไปพวกมันเองก็คงไม่ครึกครื้น ไอ้เราก็คงเฉยและชินชาไม่หวาดกลัวปนรังเกียจอีกต่อไป เกิดใครหน้ามืดตามัวมาแซว เราก็คงได้แต่คิดไปว่า เมื่อกี้มันคงลืมเปิดตาดำ ทำให้มองไม่เห็น
รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นผู้ใหญ่ ถ้านับจากอายุ แต่ก็รู้สึกสมเพชตัวเองที่ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ได้มากเท่าตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี น่าประหลาดที่เราไม่เคยคิดฝันเลยว่าอายุ 25 แล้วจะเป็นแบบนี้ แบบที่คิดว่าฉันยังไม่ได้อายุ 25 จริงๆหรอกแต่ตัวเลขของฉันมันขึ้นไปถึง 25แล้วนี่สิ
จะให้บอกว่าปีนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย...ก็คงตลกนะ เพราะความจริงแล้วทุกๆวันก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายอยู่แล้วเพียงแต่เราไม่ได้เก็บมาให้มันเป็นเรื่องของเราต่างหาก
แต่ปีนี้มันมีเหตุการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆที่เห็นได้ชัดเจนเลยเหมือนมีเรื่องเยอะแยะมากมาย เริ่มจากต้นปีได้ฝึกงานกับนิตยสารที่ดูเก๋ไก๋ชไนเดอร์ เป็นฝาหรั่งมังค่ากับเขาไปเดือนนึง ก็ได้งานทำในองค์กรการกุศลที่เข้าไปแล้วอย่างกับทำงานราชการ หลับไปสองตื่นก็ลาออกมาอบรมโครงการที่อยากไปมากๆๆๆๆถึงมากที่สุดที่รู้อยู่แล้วว่าไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยที่ทำแบบนี้แต่ก็ยังทำ เหตุผลเดียวเลยก็คือความอยาก สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่อากาศธาตุ ถ้าถามว่าคุ้มมั้ย ไม่รู้สิ สนุกมั้ย สนุกนะ ได้ความรู้มั้ย ได้ความรู้นะ เหมือนกลับไปเรียนเลยล่ะ ได้เพื่อนด้วย แถมยังทำเป็นลืมๆไปใช้ชีวิตเหมือนตอนเรียน ไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบ เรียนเสร็จแล้วก็เที่ยวต่อ นั่งเม้าธ์เป็นวันๆ...2เดือนผ่านไป แล้วไงล่ะเรา
แม้จะไม่รู้สึกถึงขนาดว่ากลวงโบ๋ ว่างเปล่า แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีเพียงควันจางๆลอยอยู่ในอากาศเท่านั้น เราคงต้องเตือนตัวเองว่าต่อไปจะไม่ปล่อยให้อะไรๆมันกลวงโบ๋อย่างนี้อีก
ก่อนอายุ 25 ปีเราอยากทำอะไรกันบ้างนะ ต้องรีบคิดและรีบทำแล้วแหละ เหลืออีกไม่ก่วันแล้วนี่ อย่างน้อยๆ 1 อย่างที่จะทำคือ อ่านหนังสือเรื่อโลกของโซฟีให้จบสักทีดีกว่า ซื้อมันมาตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง ตอนเรียนรัฐศาสตร์เบื้องต้น จนวันนี้เกือบหกปียังไม่เคยอ่านจบเลย
|
|
|