Poon's profileเก๊กฮวยเอ๋ย จงเป็นเก๊กฮว...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 29 กลับมาอยู่ดีๆก็รู้สึกว่า สิ่งที่รบกวนจิตใจอยู่ค่อยๆเลือนหายไป
แสดงว่า เรากำลังกลับมาแล้ว
ตัวเรากำลังค่อยๆคืนสภาพ
น่ายินดียิ่งนักที่สลัดสิ่งไม่จำเป็นในชีวิตออกไปได้
ไชโย โห่ฮิ้ว September 27 โค้กเป็นเพียงหมาตัวเล็กๆตัวหนึ่งเท่าน้นวันนี้วันที่ 28
ความจริงแล้ววันที่นั้นสำคัญรึเปล่า
หรือเป็นตัวเลขที่มีเอาไว้เพื่อจัดระเบียบชีวิตตัวเองเท่านั้น
เมื่อวานพาโค้กไปเดินเล่น แล้วโค้กมันก็วิ่งลงถนน เราเรียกมันก็ไม่สนใจ เราเลยวิ่งไปคว้าตัวมันมา แล้วพากลับบ้าน
ระหว่างเดินกลับก็บ่น ด่าสั่งสอนไปตลอด
สุดท้าย วันนั้นโค้กก็เพิ่งเดินเล่นไปได้ไม่ถึง 10 ก้าวหมาด้วยซ้ำ
แต่เราก็แค่คิดว่าจะต้องสั่งสอนโค้กให้รู้ว่า ถ้าไม่เชื่อฟังคำสั่ง ก็จะต้องเจออย่างนี้
แปลกนะที่บางทีเราก็ลืมตัว คิดว่าใครต่อใครที่เราคิดว่าอยู่ภายใต้ความดูแลของเราจะต้องฟังคำสั่งของเรา ต้องเชื่อฟังเราถึงแม้ว่าเราจะคิดว่าคำสั่งของเราเต็มไปด้วยความหวังดีก็ตาม
แต่โค้กก็เป็นเพียงหมาตัวเล็กๆตัวหนึ่งเท่านั้น
แม้ว่าจะทะเลาะกับมันสักเท่าไหร่ ตอนเย็นกลับมา โค้กก็ลืมมันไปหมดแล้ว
และก็ยิ้มรับการกลับบ้านด้วยความยินดี
บางครั้งโค้กก็ทำท่าเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
บางครั้งโค้กก็ทำท่าเหมือนเกลียดกันมาแต่ชาติปางไหน
บางครั้งโค้กก็ทำท่าเหมือนตัวเองเป็นหมาอนาถา ให้ตัวเองดูน่าสงสาร ให้คนเลี้ยงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ
มีผู้รู้เรื่องหมาคนหนึ่งเคยให้ข้อสังเกตว่า ตกลงแล้วโค้กเป็นหมาที่โง่มากๆหรือฉลาดมากๆกันแน่
โค้กก็เป็นเพียงหมาตัวเล็กๆตัวหนึ่งเท่านั้น September 26 เพลงนี้ตลกดีตลกที่ว่าไม่ได้หมายถึงตลกแล้วหวเราะขำ แต่ตลกแบบที่ไม่ได้ตลก...ไม่รู้สิ
..ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ..
นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญโดดเดี่ยวกับความเหงา
อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน
หากฉันจะหลับตาลงสักครั้ง แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์
หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน
ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยให้เธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ
ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆ ครั้งที่ฉันตื่นนอน
บทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพรหากจะมีโอกาสอีกหน
จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทน์เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง
แล้วพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์
หากความรักเกิดในความฝัน
เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน
เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยให้เธอหายไป
หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน
ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน
เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์
ก่อนที่ฉันจะปล่อยให้เธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ
September 24 ....วันนี้ไปเดินตลาดเช้าใกล้ที่ทำงานเพื่อหาอะไรกิน
เจอขอทานทั้งเด็กและแก่นั่งเป็นระยะๆตามข้างถนน
เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ขากลับเลยพยามเลี่ยงๆเดินอีกทางนึง
ทำไมเราถึงไม่สบายใจและทำไมเราถึงหลีกเลี่ยง
อาจเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ไม่สิ ของเราเองต่างหาก
คนเรามักหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตนเองเสมอ
เพื่อความสบายใจของตนเป็นที่ตั้ง
โดยไม่ได้นึกถึงคนอื่นเลย
หรือนึกถึงแต่เป็นลำดับสุดท้าย September 23 เรื่องเล็กน้อยที่คิดถึงเราคงต้องเลิกคิดถึงตัวเองบ้างไม่มากก็น้อย
เราคงต้องเลิกทุกข์ใจ เลิกวุ่นวายใจ เลิกกังวลใจกับเรื่องของตัวเองบ้างไม่มากก็น้อย
มันจะมีประโยชนอะไรในเมื่อมันไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ใครแม้แต่กับตัวเอง
ทำงานไม่ค่อยสนุกเพราะมีเรื่องให้กังวล
ทำงานไม่เต็มที่เพราะมีเรื่องต้องให้คิดเสมอ
จะบอกว่าเพราะความว้าวุ่นใจของตัวเองเป็นเหตุให้ทำงานไม่รู้เรื่องก็คงไม่ถูกต้องนัก
งานก็คืองาน
งานคือชีวิต
ชีวิตคืองาน
ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของเราได้ เราจะทำมันไปเพื่ออะไร
ไม่ใช่เรื่องงานหรอกที่เรากังวล
จิตใจของตัวเองต่างหาก
การปล่อยใจให้ล่องลอยไป
มันดูเหมือนจะสบาย
แต่ในท้ายที่สุด
เราก็ต้องดึงมันกลับมา ซึ่งก็ต้องใช้เวลามากกว่าการที่จะไม่ปล่อยมันไปแต่แรกซะอีก
เมื่อวานไปดู 2 day in Paris กับแม่
นางเอกเสียใจ ร้องไห้ตอนทะเลาะกับพระเอก
แต่ก็รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าเรื่องของตัวเองมันช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเรื่องที่โลกของเรากำลังถูกทำลายลงทุกวินาที
ใช่จริงๆ
แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดีที่จะต้องนึกถึงตัวเองก่อน
กังวลอยู่กับเรื่องของตัวเองตลอดเวลา
เป็นสันดานส่วนตัวซะล่ะมั้ง
.....
นับถอยหลัง
อีก 1 อาทิตย์
จะครบ 2 เดือน
มาลุ้นกันว่า
การทำงานของเราจะเข้าสู่เดือนที่ 3 หรือไม่
และจะเข้าสู่เดือนต่อๆไปอีกหรือไม่
ความสุข และสุขสันต์วันนี้วันที่ 24
และแล้วเราก็ลืมไปว่าเราจะทำอะไรบ้างในวันที่มีอายุครบ25ปี 2 เดือน
และวันนี้ก็เป็นวันที่มีอายุครบ 25 ปี 2 เดือน 2 วัน ก็ดีนะ
อย่างน้อยๆก็ยังนึกออกว่าเคยนึกอะไรไว้
Happy Birthday to me
Happy Happy Happy
เราสามารถมีความสุขได้แม้เมื่อไม่มีความสุขใช่มั้ย
เราก็แค่คิดว่ามันมีความสุขน่ะ
มันก็จะมีความสุขไปเอง
Happy Happy Happy
Happy Happy Happy Happy
Happy Happy Happy Happy Happy Happy
มีความสุขมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น นะคนเรา
September 22 ส่วนตัว คาดว่าวันนี้วันที่ 23
ลองกลับไปดูสเปซเก่าๆ
เดือนนี้เราเขียนสเปซบ่อยมาก ไม่รู้ทำไม
คงรู้แหละ แต่อธิบายไม่ได้
และเราคงจะอัพสเปซอยู่เรื่อยๆ
เพราะมีเหตุและผลจำเป็นบางอย่างทำให้ในปีนี้เราคงไม่เขียนdiary ส่วนตัวอีก
มันไม่นึกอยากจะหยิบสมุดมาเขียนอีก
แต่ก็คงอยากเขียน
จึงมาเขียนที่สเปซแทน
ในเมื่อมันเป็นพื้นที่ของเรา แม้ใครจะมาอ่านสเปซของเราก็ได้
แต่ยังไงมันก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา และเราก็รู้แต่แรกว่าคนอื่นเข้าถึงมันได้ไม่มากก็น้อย
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะสเปซเป็นพื้นที่สาธารณะส่วนตัว
หรือส่วนตัวสาธารณะ
และเราก็ยอมรับกฎข้อนั้นแต่แรกที่ทำสเปซ
ไม่เหมือนสมุดบันทึก
เป็นพื้นที่ส่วนตัว
ที่ไม่มีใครเข้าถึงมันได้
และแม้มีใครเข้าถึงมันได้
ก็ไม่สามารถเข้าถึงมันได้จริงๆอยู่ดี
ขอบคุณที่เราเป็นตัวเอง
แม้บางครั้งจะไม่แน่ใจในความเป็นตัวเอง
แต่เรายังคงเป็นตัวเองเสมอมา
มีคนเคยบอกเราขำๆว่าเราเป็นคนเย็นชา
แต่เราไม่ขำ
เพราะเรารู้ว่าในความเย็นชา อย่างน้อยก็สามารถปกป้องเราได้
จากบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จำเป็นในชีวิต
จากบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรใส่ใจในชีวิต
ก็ดีเหมือนกัน
สวัสดี ลาก่อน
September 21 ในอีกไม่กี่วันในอีกไม่กี่วัน เราจะมีอายุครบ 25 ปี 2 เดือน
อาจไม่มีอะไรพิเศษ
อะไรที่เป็นเศษๆ ไม่เต็มจำนวนมักไม่ได้รับความสนใจเสมอ
ทำไมเราต้องตื่เต้นเมื่อมีอายุครบ 25 ปี แต่กลับไม่ตื่นเต้นเมื่อมีอายุครบ 25 ปี 2 เดือน
แต่เราจะทำให้มันตื่นเต้น เพราะมันจะได้พิเศษ
เมื่อวานมีโอกาสได้กลับบ้านเร็วในรอบหลายวัน
เร็วจริงๆเพราะถึงบ้านตอนทุ่มกว่าๆเท่านั้น ทำให้มีเวลาทำอะไรหลายๆอย่างในบ้านที่ไม่ได้ทำมานาน
พาหมาไปเดิน พาแม่ไปซื้อของ ดูทีวีกับคุณย่า
เราไม่ได้โหยหาการอยู่บ้านหรอก
ในทางกลับกัน หลายๆวันที่ผ่านมาการกลับบ้านช้าเป็นความตั้งใจของเราเอง
แต่เมื่อกลับบ้านร็วจริงๆเราก็พบว่ามีหลายอย่างในชีวิตที่เราพลาดเผลอ และลืมเลือนในความสำคัญของมันไป
ไม่ใช่หรอก เราไม่ได้หมายถึงการให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เรายังไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ณ วันนี้เราก็ยังคงเห็นแก่ตัวอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
ยังคงคิดถึงแต่เรื่องตัวเองเท่านั้น
และเนื่องในโอกาสทีจะมีอายุครบ 25 ปี 2 เดือน
เราก็จะเริ่มใช้ชีวิตแบบใหม่อีกครั้ง
ไม่สิ อาจไม่ใช่แบบใหม่ก็ได้ แต่เป็นแบบที่เราพิจารณามันมากกว่าเดิม
แต่คิดซะว่ามันเป็นแบบใหม่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันจะได้ตื่นเต้นและมีแรงจูงใจในการทำมันมากกว่าเดิม
=What a wonderful world= September 18 เศร้าสิแต่ก็ไม่เศร้าเมื่อวานเซ็ง ไม่สิ ไม่เซ็งแต่รู้สึกประหลาดๆแบบหาสาเหตุได้แต่ไม่รู้จะแก้ยังไง
แต่ในขณะที่กำลังเศร้าปนเซ้ง ก็มีเรื่องให้ขำตัวเอง
ก็ไม่รู้ว่าจะขำหรือสมเพชเวทนาตัวเองดี
คืนก่อนเมื่อวานนอนดึกสุดๆ ตอนเช้าเลยสะลึมสะลือ
นั่งทำงานไปซักพักเริ่มไม่รู้เรื่อง คิดอะไรก็ไม่ออก
นั่งทำงานไปง่วงไปไม่รู้ตัว
รู้ตัวอีกทีคือพี่ที่นั่งข้างๆเรียกด้วยเสียงเป็นห่วง
"ปูนไม่สบายรึเปล่า เหมือนจะเป็นลม"
ไอ้ที่สัปหงกอยู่ก็เลยตื่นขึ้นมา
คือคนที่กำลังจะหลับแต่ฝืนไว้ ตามันคงจะปรือๆดูคล้ายจะเป็นลมล่ะมั้ง
ก็ตลกตัวเองอยู่ไม่วาย
คือตอนรู้สึกตัวก็งงๆนะว่า เรียกทำไม แล้วใครไม่สบาย
ใช้วลาประมาณ 3 วินาทีในการประมวลข้อมูล
จึงค่อยตอบแบบเนียนๆ"แอร์มันหนาวพี่" September 17 ไม่รู้เหมือนกันคิดไม่ออก บอกไม่ถูก วันนี้วันที่ 18 กันยา 50
เราควรจะสำรวจตนเอง
แต่สำรวจตนเองไม่ได้
หรือได้แต่ไม่รู้
ไร้สาระ
แต่ไม่ไร้สาระ
อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่
บางทีก็เหมือนรู้
แต่บางทีก็เหมือนไม่รู้
บางทีก็รู้สึกแย่
บางทีก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
อยากจะบ้าตาย เอ๊ย อยากจะบ้าตาย
อยากอยู่นิ่งๆ มีเวลาซักพัก
เพื่อ......
สงบจิตใจ
September 16 วันที่ 17 กันยาวันนี้ขับรถเข้าโรงแรมม่านรูด
มันอดใจไม่ไหวน่ะ
......
คือก่อนถึงซอยที่จะเลี้ยวไปสู่ออฟฟิศหฤโหด จะมีซอยก่อนหน้าซอยนึงซึ่งมีโรงแรมเล็กๆ โทรมๆอยู่หน้าซอย มันก็ไม่ถึงขั้นม่านรูด แต่ก็เกือบๆ
กำลังนั่งฟังเพลงแปลกๆใครร้องก็ไม่รู้
"สมรสโดยไม่มองหน้ากัน จูบลาในความสัมพันธ์...."
เคลิ้มๆเลยเลี้ยวเข้าม่านรูดซะงั้น
ก่อนเลี้ยวก็ว่าคนที่ยืนอยู่หน้าปากซอยมองงงๆ
คงนึกว่า นังนี่มาทำอะไร
ถ้ามาขาย...คงแปลก แจกฟรีล่ะก็....ยังยากเลย
September 15 ไม่เข้าใจ วันนี้วันที่ 16 กันยา
รู้สึกช่วงนี้คิดถึงแต่ตัวเอง
หรือไม่ก็ไม่คิดถึงอะไรเลย
ไม่ควรเป็นแบบนั้นนะ คนเรา ควรคิดถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย
นั่งมองดูรูปตัวเองที่แปะไว้หน้าคอมพิวเตอร์ เหมือนเรากำลังมองตัวเองอยู่ แต่ตัวเรา ณ ขณะนี้เหมือนไม่ใช่ตัวเรา
เรากำลังเป็นใครอีกคนที่เราไม่รู้จัก
หรือรู้จักแต่ก็อยากที่จะไม่รู้จักมากกว่า
เฝ้าถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
จริงๆแล้วเราต้องการแบบไหนกันแน่
จริงๆแล้วเราคิดว่ามันจะเป็นแบบไหนกัน
อะไรคือจุดแบ่งของความพอดีว่ามันควรจะเป็นแบบไหน เป็นยังไง
ไม่รู้ว่าความจริงแล้วคืออะไรกันแน่ที่ควรจะเป็น
และที่จริงแล้วเราควรทำตัวยังไง
เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง และสิ่งรอบข้าง
ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากตัวเราเพียงคนเดียว
เรากำลังโทษคนอื่นรึเปล่า
ความจริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเลย ตัวเราเองเท่านั้นที่จะเป็นคนให้คำตอบได้ว่ามันจะเป็นยังไง
ส่งท้าย****
ระหว่างนั่งอัพสเปซก็เห็นใครบางคนกำลังทำบางอย่าง ไม่สิ หลายอย่างเพื่อคนอื่นๆอยู่
เราไม่แน่ใจว่า คนคนนั้นมีความสุขอยู่หรือไม่
หรือเพราะว่ามันเป็นหน้าที่โดยปริยายว่า เมื่อตัดสินใจจะทำ ตัดสินใจจะเป็นแบบนี้ก็จะต้องยอมรับ และทำมันต่อไป
เราก็ไม่รู้ แต่เรารู้ว่า เมื่อเห็นแล้ว เรานึกไม่ออกว่า เราจะทำมันได้ยังไง
ในเมื่อทุกวันนี้เราคิดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
September 13 วันธรรมดาๆที่ดีๆวันนี้วันที่ 14 กันยา 50
อีก 16 วัน ก็จะสิ้นเดือน และถ้าเรายังทำงานที่นี่ต่อไป ก็จะได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นการทำงานที่ยาวนานที่สุดที่เคยทำมา (2 เดือน)
เมื่อวานพยายามสรรหาทางกลับบ้านแบบพิสดารเพราะคิดว่าจะสะดวกสบายกว่าการกลับรถตู้อันน่าเวียนหัว
ติดรถพี่ที่ทำงานไปลงสุทธิสาร แล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปหาพี่(แท้ๆ)เพื่อกลับแท็กซี่ด้วยกัน
อ้อมโลกไปทำไมกันเนี่ย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ลงรถไฟฟ้าสุขุมวิท ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ หันไปมองแบบงงๆ
ปรากฎว่าเป็นเพื่อนเก่าสมัยมัธยมปลาย แต่กว่าจะนึกออกก็ใช้เวลา 3 วินาที
ยกมือขึ้นทักตอบโดยอัติโนมัติ เพราะเหมือนว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นเมื่อใครมาทักเรา
เพราะ ณ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เดินไปเหมือนว่าเพราะว่ามันต้องเดิน
ทำไป เหมือนเพราะว่ามันต้องทำ
เมื่อสติกลับคืนมาก็รู้สึกเหมือนว่าเรากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เหมือนเพิ่งนึกได้ว่า เออ เรานี่ก็คนธรรมดาๆนี่แหละ
คนธรรมดาที่มีความรู้สึก นึก คิด
คิดแล้วก็ยิ้มกับตัวเอง
นานเท่าไหร่แล้วที่เราลืมไปว่า เราก็เป็นคนธรรมดา
มีเพื่อน เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก
มีความรู้สึก เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิต
ไม่ใช่ดำเนินชีวิตไปในแบบที่เพราะว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น
ฟังดูแล้วอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อน (ไม่เกี่ยว)
ไอ้ที่ว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกัน แต่เราว่ามันเกี่ยว
ใครจะทำไม
แถมท้าย
เมื่อเช้ามาทำงานโดยรถประจำทาง ฝนตกแต่เช้า เฉอะแฉะไปหมด
ระหว่างนั่งรถ รู้สึกเซ็ง ไหนจะเดินย่ำน้ำ ไหนจะโดนน้ำจากพวกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลสาดใส่
คิดไป เซ็งไป
ฉันเกลียดฝนตก ฉันเกลียดฝนตก ฉันเกลียดฝนตก
คิดไปคิดมา ฝนก็ไม่หยุดตก
แถมเรายังอารมณ์ไม่ดี
เลยคิดว่า ในเมื่อฝนมันก็ต้องตกอยู่แล้ว เราก็ไปสั่งการอะไรใครไม่ได้ เราจะโมโหมันไปทำไม
ความจริงฝนตกก็ชุ่มฉ่ำดีเหมือนกัน
แต่....
ไปทำงานสายว่ะ
แต่....
เจ้านายยังไม่มา
.......
วันดีจริงๆแหละ อิอิ
September 12 อีกแล้ววันนี้วันที่ 13 กันยา
และเราก็แอบอัพสเปซที่ทำงานอีกแล้ว
อีกแล้วคือการเดินทางที่ผิดพลาดอีกแล้ว
ไม่ได้เกิดจากอะไรอื่นนอกเสียจากตัวเอง
เช้านี้ออกจากบ้านตั้งแต่ หกโมงครึ่ง มาต่อรถที่เดอะมอลล์บางกะปิ วิ่งลาดพร้าวซึ่งติดแบบ ชาตินี้กูจะได้ไปไหนมั้ยเนี่ย
ว่าแล้วก็หลับดีกว่า
ตื่นมาอีกที เอ๊ะ ทำไมตรงนี้คล้ายๆป้ายหน้าวัดเสมียนนารีเลย
ปัง ..(เสียงปิดประตูรถตู้) บรื๊น...(เสียงรถออก)
อ๋อ ก็ใช่น่ะสิ วัดเสมียนนารีถูกต้องแล้ว
หลับเลยอีกแล้วครับพี่น้อง
เหมือนเมื่อคืน
อุตส่าห์ติดรถน้องที่ทำงานมาลงเมเจอร์รัชโยธิน แล้วต่อรถตู้ไปลงเดอะมอลล์บางกะปิย่นระยะทางไปหน่อย
ระหว่างนั่งรถตู้ก็หลับตลอดทางเพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านั้น
ถึงเดอะมอลลืบางกะปิก็ยังไม่ดึกเกินไป จึงยังมีรถตู้ไปสุขาภิบาล 3
ขึ้นรถไปก็ อยากหลับอีก แต่ไม่เอาดีกว่า ไม่นานก็ถึงแล้ว
......
......
รู้สึกเหมือนตัวเองพักสายตาไป 2-3 วินาที
ลืมตามาเห็นปั๊ม Jet
แถวบ้านตูไม่มีนะปั๊มนี้
ก็อย่างว่าแหละ 2-3 วินาที
เกือบจะถึงมีนบุรีอยู่รอมร่อ
พระเจ้ายอด จอร์จมาอีกแล้ว
เซ้งจัด ลงจากรถตู้ก็มืดแสนมืด โทรศัพท์ก็แบตหมด
แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองโง่หรือบ้าที่เลือกลงป้ายรถเมล์ที่คิดไว้แล้วว่าสว่างที่สุด แต่จริงๆมันกลับมืดที่สุดและยังมีวงเหล้าเล็กตั้งอยู่ไม่ห่างอีกตะหาก
นี่คิดแล้วนะเนี่ย
ไม่ได้กลัวอะไรหรอก กลัวอดใจไม่ไหว ไปขอกรึ๊บซักแก้วสองแก้วกะเค้าด้วย
เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปทำงานไม่ไหว
สุดท้ายใช้บริการแท็กซี่
ขึ้นไปบนรถปุ๊บ
เหมือนถูกวางยา อยากจะหลับอีก
แต่ก็ฝืนไว้จนถึงบ้าน
ก็ยังดีนะ
พูดถึงหลับบนแท็กซี่
มันไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยระวัง
เคยนั่งแท็กซี่ตอนตีห้าเพื่อมาออฟฟิศประชาชื่น
ขึ้นปุ๊บก็เกือบหลับแต่คิดว่าไม่ดีแน่ๆ ยังเช้ามืดอยู่พยามฝืนตัวเองไว้ ให้ไม่หลับ
ไม่หลับ ไม่หลับ ไม่หลับ
.....
"น้องๆ" เสียงใครเรียกวะ แอบคิดในใจ
"น้องๆๆ" "น้องจะลงไหนเนีย"
ลืมตาขึ้นมา
"ถึงไหนแล้วพี่"
"ถึงแล้วเนี่ยประชาชื่น น้องจะลงไหน"
อ้อ ถึงแล้ว....ตอนไหนวะเนี่ย
หลับ..อีกแล้วครับพี่น้อง
September 09 เคยกันบ้างรึเปล่าวันนี้วันที่ 10 กันยา
นี่เราจะต้องคอยเขียนวันที่ที่ถูกต้องไปอีกนานเท่าไหร่
วันนี้ตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์ไม่สดชื่น เพราะตอนตีสองต้องตื่นมาเพราะเสียงสัญญาณกันขโมยรถของพ่อดัง
พอตีห้าก็ต้องตื่นเตรียมตัวไปทำงาน
6 โมงจะออกจากบ้าน รถสตาร์ทไม่ติด
ลองเติมน้ำ เช็คน้ำมันเครื่อง เช็คแบตเตอรี่ ก็ยังคงสตาร์ทไม่ติด
6 โมงครึ่ง ไปดีกว่า
จำได้ว่าเคยเห็นรถตู้วิ่งผ่านตรงถนนเลียบคลองประปาเขียนว่า รามคำแหง-เดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ลองดูละกัน
ขึ้นรถเมลล์จากหน้าหมู่บ้าน ไปลงหน้ามหาลัยรามเพราะเห็นคิวรถตู้ เดินไปถามปรากฎว่า ไปสายใต้
ไม่เป็นไร เราเคยเห็นอีกคิวที่ใกล้ๆ foodland เดินกลับไปไกลเหมือนกัน ไปหาป้ายขึ้นรถเมลล์ต่อ
คิดว่าหน้ารามนี่รถเมลล์ขึ้นสายไหนก็ได้เพราะไม่มีแยกให้เลี้ยวที่ตรงไหน เห็นรถเมลล์ครีมแดงวิ่งผ่านรีบร้อนขึ้น เพราะถูกสุด นานๆมาที
คันนี้มันเลี้ยว เลี้ยวแยกวัดเทพลีลา ถนนซึ่งชาตินึงจะมีรถผ่านซักที และ....ชาตินี้แหละที่มันเกิดจะวิ่งผ่านขึ้นมา
ไปไม่ถึงซักที เดินก็ได้ขี้เกียจข้ามสะพานลอยกลับไปขึ้นรถ
เดิน เดิน เดิน
เอาวะ ออกกำลังกาย
จากวัดเทพลีลา ถึงเดอะมอลล์ราม เจอคิวรถตู้แห่งความหวัง
"ไปฟิวเจอร์ครับ...
ถนนวิภาวดีเหรอ ไม่ผ่านนะ....
น้องจะไปเส้นงามวงศ์วานเหรอ อืม...ต้องรอตรงป้านรถเมลล์นะ ตรงนี้ไม่มีคิว"
โอเค..ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็คงจะมีรถบ้าง
รอต่อไป ....8 โมง เอาวะเหลืออีกชั่วโมงนึง
รถตู้งามวงศ์วานวิ่งผ่านไปต่อหน้าต่อตา ทำไม มันไม่เข้าป้ายวะ
คันที่สอง เตรียมพร้อม โบกไม้โบกมือ ก็ไม่เข้า นู่น มันจอดเลยไปตั้งไกล
เอาใหม่ เดินไปรออยู่ตรงที่คันที่แล้วจอด
คราวนี้ไม่พลาดแน่ รถตู้จอดเทียบ รีบวิ่งไปยืนจ่ออยู่ที่ประตู
ผู้โดยสารลงมาจากรถ เห็นเราทำท่าจะขึ้นก็บอกด้วยความปรารถนาดีว่า คันนี้สุดท้ายแล้วน้อง เค้าไม่ไปแล้ว
.....
8 โมงครึ่ง ไม่เป็นไร ยังหรอก ยังไม่บ้า นาฬิกาเราเร็วไป 15 นาทีด้วย ยังพอมีเวลา
ตัดสินใจนั่งแท็กซี่ (แล้วเดือนนี้จะต้องกินแกลบมั้ยวะเนี่ย)
"ขึ้นทางด่วนเลยนะพี่" บอกคนขับให้ซิ่งสุดๆ
แต่จะซิ่งยังไงไหวในเมื่อรถมันติดบนทางด่วน
พระเจ้ายอด มันจอร์จจริงๆ
เราจะเสียเงินค่าทางโคตรไม่ด่วนทำไมกัน
หลับดีกว่า
ตื่นมาอีกที เฮ้ยใกล้ถึงแล้วนี่หว่า
แอบมองนาฬิกา เฉียดๆ 9 โมง
ก็ไม่แย่ซะทีเดียวหรอก
แวะ 7-11 ซื้อแซนด์วิชกินด้วยความหิวก่อนเข้าที่ทำงาน
มาถึงหน้าประตู แซนวิชเจ้ากรรมก็หล่นลงมาจากถุงเพราะถุงขาด ตอนไหนไม่รู้
เออ..กูไม่กินก็ได้วะ
เคยกันบ้างมั้ย
ที่อะไรๆก็ดูจะไม่เป็นใจไปซะหมดอย่างเช่นเช้านี้เป็นต้น
September 07 เริงร่า...แต่จะได้นานสักเท่าไหร่กันอ่าฮ่า เรากำลังทุบสถิติตัวเองด้วยการอัพสเปซมากกว่า 1 ครั้งใน 1 วัน
แต่วันนี้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...เริงร่า
เพราะอะไรน่ะหรือ
คิดว่าเพราะอะไรล่ะที่จะทำให้เรามีเวลาได้อัพสเปซในเวลางานอย่างนี้
ก็เพราะว่าที่ทำงานตอนนี้ไม่มี "ท่าน" อยู่ซักคน แถมงานที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ถูกระงับไว้อีก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเบื้องบน ไม่รู้ว่าควรจะกังวลกับงานที่กองอยู่ข้างหน้า แต่ทำอะไรไม่ได้ หรือว่า เริงร่ากับวันนี้ที่สามารถทำทุกอย่างได้ตามใจชอบดี
เอาเป็นว่าเลือกอย่างหลังก็แล้วกัน
ไม่อย่างนั้นเราจะมานั่งอัพสเปซอยู่ทำไม
เมื่อวานมาถึงที่ทำงานก็เดินไปตลาดใกล้ๆ
แถบประชานิเวศม์หนึ่งนี่ช่างเป็นที่ที่...ไม่รู้สิ ถ้าให้เลือกจะไม่มาอยู่หรอก
ไม่...มันไม่ได้เต็มไปด้วยแหล่งคนจรจัด สลัม ซ่องโจร
บ้านสวยงามมากมาย หลังใหญ่โต ร้านกิ๊บเก๋เท่ห์ระเบิดแห่มาเปิดกันเต็ม
และอื่นๆ
แต่ตอนเช้า มันไม่มีอะไรเลย
มีตลาด
แต่ก็ช่างเป็นตลาดที่ คิดว่าคนอยู่บ้านหญ่ๆแถบนั้นคงไม่เดินหรอกมั้ง
ที่ตลาดมีโรงน้ำแข็งเล็กๆอยู่หนึ่งโรง
ทุกครั้งเวลามาเดินตลาดเพื่อหาของกินก็จะเห็นคนงานหลายคนกำลังทำงานกันอย่างขมักเขม้น
แม่เคยให้ข้อสังเกตว่าคนทำงานโรงน้ำแข็งมักไม่ใช่คนเชื้อชาติไทย
เห็นจะจริงตามนั้น
มันเป็นโรงน้ำแข็งแบบที่เป็นโรงงานและที่พักคนงานด้วยในตัว ที่รู้ก็เพราะเมื่อมองไปชั้นบนสุด เห็นข้าวของส่วนตัวมากมายแขวนเลยออกมานอกหน้าต่าง ก็ยังนึกไม่ออกว่า คนกว่าสิบคน จะอยู่กันอย่างไร
บางทีคนเราก็คงไม่มีทางให้เลือกมากนัก
หรือไม่บางที คนด้วยกันเองนี่แหละที่ไปจำกัดทางเลือกของคนอื่น
นั่งกินข้าวอยู่สักพัก หนุ่มน้อยจากโรงน้ำแข็งคนหนึ่งก็สั่งข้าวแกงร้านเดียวกันแล้วมานั่งข้างๆ
ก็ไม่ได้อะไร แต่เวลาได้ยินเค้าพูดภาษาไทยสำเนียงต่างชาติ
ทำให้นึกถึงคนที่แม่หลุย หรือที่ทีนามูเท่านั้น
....
...
ก็แค่.....คิดถึง.......เท่านั้นเอง
...
...
เวลาได้ยินเพลงหมอลำ
ก็นึกถึงลำซิ่งทีชัยภูมิ
ที่ว่าจะไปซิ่งกะเค้าสักหน แต่ก็ยังไม่มีโอกาส
แต่เราจะนึกถึงสิ่งเหล่านี้ไปทำไมกัน
ในเมื่อเราเองไม่เคยแม้แต่จะมองหางานที่นอกเหนือจากกรุงเทพเลยซักครั้ง
September 06 เวลางานฉันต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆที่มาอัพสเปซตอนเวลาทำงานแบบนี้ แต่วันนี้เรามาทำงานตั้งแต่ 8 โมงเลยนะ เมื่อแอบแวบได้ก็ขอซะหน่อยละกัน
เบื่อๆอยากๆนะ การทำงานเนี่ย บางวันมันก็แสนจะน่าเบื่อ ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรทำหรอกนะ แต่มันอยากจะออกไปจากสถานที่นี้น่ะ คอยแต่มองเวลาว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกงาน แต่เมื่อถึงเวลาก็ใช่ว่าจะไปได้ ก็ต้องคอยจนกว่าจะผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงถึงจะออกได้เพื่อไม่ให้น่าเกลียด ใครเป็นคนตัดสินกันว่า ออกตรงเวลาแล้วน่าเกลียด เบื่อจริงโว้ย เบื่อ เบื่อ เบื่อ
แต่บางทีก็อยากทำ อยากเรียนรู้ อยากท้าทาย แต่บางทีมันก็เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
บางทีก็เกือบจะสนุก เกือบแล้วแต่ก็ไม่สนุกซะทีเดียว มันปนความหลอนๆมาด้วย
บางทีก็อยากทำ บางทีก็เสียวๆ
ไม่รู้โว้ย คิดอะไรไม่ออกแล้ว
แต่ในเมื่อวันนี้เป็นวันศุกร์ เราก็ไม่เบื่อซะทีเดียวหรอกนะ นี่เรากลายเป็นคนหลงรักคืนวันศุกร์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่
มันเป็นสัญญาณรึเปล่าว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันไม่มีความสุข ถึงต้องรอคอยวันที่ไม่ต้องทำแบบที่ทำอยู่ทุกวัน
ก็ไม่รู้สิ แต่พูดถึงตอนมัธยมก็เป็นแบบนี้นะ ขี้เกียจไปโรงเรียน
เลยไม่รู้ว่าเป็นความขี้เกียจโดยสันดานหรือว่าอะไร
แต่เราก็ไม่อยากจะสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองมากนักหรอก
อย่างนั้นก็ไม่ดี อย่างนี้ก็ไม่ได้ อย่างนู้นก็ไม่สบายใจ ไม่สบายกาย
อะไรกันนักหนาวะ
ทำไปเถอะ
นะ ปูน
ปูน ปูน ปูน ปูน ปูน ปูน
เป็นบ้า ท่าจะดี
ว่าแต่ว่า เราก็ชอบทำตัวให้เสี่ยงต่อการโดนด่านะ
เมื่อวันอังคาร ซื้อมะขามคลุกมาแอบกินในที่ทำงาน
เกิดใจดีอยากแบ่งน้องโต๊ะข้างๆ
อ่ะ กินมะ..
ยังพูดไม่ทันจบ มือเจ้ากรรม เกิดแรงเหวี่ยงเหมือนผีมาฉุด กล่องมะขามลอยข้ามหัว
ตกแตกกระจายกลางห้องทำงาน
เหวอสิครับ นั่งนิ่งอยู่ 3 วินาที
น้องโต๊ะข้างๆไหวตัวทันรีบเก็บกวาดให้
ดีนะที่ "ท่านใหญ่" ไม่อยู่ ไม่งั้นคงไม่ต้องรอเบื่องานหรอก ได้ออกสมใจแน่ๆครับพี่น้อง
September 01 ตีสองกว่าแล้วนี่เราทำอะไรอยู่เนี่ยตอนแรกว่าจะเขียนบ่นถึงชีวิตการงานตอนนี้ แต่อยู่ดีๆก็มีอันให้เปลี่ยนเรื่อง เพราะคิดว่าบ่นไปก็เท่านั้นแหละหนา เอาเวลามานั่งคิดทบทวนตัวเองดูดีกว่า ว่าจะทำอะไร ยังไง ตัดสินใจยังไงดี... ไม่ได้คิดจะลาออกหรอก แต่ถ้าพบเจออะไรที่น่าสนใจกว่า อันนี้มันก็บ่แน่หรอกนาย เหอๆ
นั่งคิดนั่งพิมพ์อยู่ซักแป๊บ เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตีสองครึ่งเนี่ยนะ ใครโทรมาวะ
จริงๆนะ พอกลัวเนี่ย อะไรๆที่เคยเก็บไว้มันจะพรั่งพรูออกมาเป็นฉากๆอย่างกับดูหนังเลยทีเดียว คิดไว้อยู่2อย่าง ไม่โทรศัพท์โรคจิตก็โทรศัพท์ผีแบบหนังเรื่องเดอะริง เออ ก็คิดไปได้นะคนเรา ชั่งใจอยู่สามวินาที ไวเท่าความคิด วิ่งขึ้นชั้นสองพร้อมร้องเรียก
"แม่ แม่ โทรศัพท์"
แม่สะดุ้งตื่น พร้อมทำหน้าตกใจปนงัวเงีย
"โทรศัพท์ของแม่เหรอ"
"เปล่า โทรศัพท์ดังไม่กล้ารับ"
.......
ถ้าเราเป็นแม่เราจะทำยังไงนะ
ลุกขึ้นมารับโทรศัพท์แต่โดยดีหรือถีบนังลูกบ้านี่ให้ตกบันไดไปซะ
สุดท้ายก็เป็นปิ่นโทรมา บอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงบ้าน
โดนด่าไปสองรอบ
แม่1หนโทษฐานกลัวไม่เข้าเรื่อง
กับปิ่นอีก1หนเพราะเราไปโวยวายก่อนว่าจะโทรมาทำไมดึกขนาดนี้น่ากลัวจะตายใครจะไปกล้ารับ
ปิ่นก็เลยโวยวายกลับมาบ้างว่า แล้วถ้าไม่ให้โทรเบอร์บ้านแล้วจะให้ชั้นโทรเบอร์ไหนล่ะ(โว้ย)
อือ ก็จริงแหละ...
|
|
|