Poon's profileเก๊กฮวยเอ๋ย จงเป็นเก๊กฮว...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 02 โลกร้อนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
สก็อตแลนด์มีอากาศร้อนกับเขาด้วยเหมือนกัน
สองสามวันมาแล้วที่อากาศที่นี่ร้อนเหมือนอยู่เมืองไทย
สามารถไปไหนมาไหนได้โดยใส่เสื้อตัวเดียว
(กางเกงไม่ต้อง!!!)
แต่กลางคืนยังหนาวขนาดที่นอนห่มผ้าได้
คิดไปคิดมาอากาศที่นี่แปรปรวนอย่างกะในหนังประมาณวันสิ้นโลก
เมื่อวานหนาวแทบตายทั้งๆที่เป็นหน้าร้อน
วันต่อมาแดดแจ๋ร้อนจี๋
อากาศมันบ้าอย่างนี้นี่เอง คนเลยบ้าตามอากาศไปด้วย
แล้วเราก็เลยบ้าตามคนที่นี่ไปเหมือนกัน
แต่ชอบที่มีแดดจนถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน
พระอาทิตย์ยังปริ่มๆขอบฟ้าอยู่เลย
รู้สึกเหมือนกลางวันมันนานขึ้น ทำอะไรหลายอย่างได้มากขึ้น
คนเรานี่ก็บ้า
เวลาก็มีเท่าเดิม
อยู่ดีๆก็รู้สึกว่ามันเพิ่มขึ้นได้ซะอย่างนั้น
ชีวิตคนเรานี่อยู่เฉยๆ โดดๆไม่ได้ ต้องเที่ยวเอาไปแปะ
เอาไปผูกติดกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้มันวุ่นวาย
อากาศดี อารมณ์ดี
อากาศแย่ อารมณ์แปรปรวน
December 19 i love youวันพุธได้มีโอกาสไป Baltic Art Gallery ริมแม่น้ำ Tyne ที่เมืองนิวคาสเซิล
มีนิทรรศการอันนึงของ Yoko Ono เห็นแล้วชอบที่สุด และก็เข้าใจที่สุด
อันอื่นๆคือไม่เชิงไม่ชอบแต่ไม่เข้าใจเลยซะมากกว่า ไม่รู้ว่ามันจำเป็นต้องเข้าใจมั้ย
เอาเป็นว่า ดูแล้วมันไม่เกิดความรู้สึก ไม่สามารถเข้าถึงได้ก็แล้วกัน
เค้าเอาตัวต่อรูปท้องฟ้า ใส่ในภาชนะคล้ายหมวกทหาร แขวนไว้เต็มเพดานห้องห้องหนึ่ง
เป็นนิทรรศการที่คนดูมีส่วนร่วมได้นั่นคือสามารถหยิบตัวต่อนั้นไปได้
เพราะว่า เราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันบนโลกใบนี้
เรา ไทย สกอตแลนด์ ก็อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน
ไม่มีใครเป็นพระเจ้าของใคร
ช่วงนี้รู้สึกว่างเปล่า ไม่รู้ว่าว่างเปล่ารึเปล่า แต่ไม่รู้จะรู้จะรู้สึกอย่างไรดี
ก็เลยตีความไปว่าว่างเปล่าก็แล้วกัน
ดูสิไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรแล้ว เพราะรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกิน December 02 big girl big worldโลกแคบกว่าที่เราคิดเยอะ
ผู้คนบนโลกนี้มีไม่กี่แบบหรอก
ดีมาก ดี ดีน้อย เฉยๆ แล้วก็แย่
มีอยู่แค่นี้แหละ เพียงแต่เปลี่ยนเชื้อชาติและภาษาเท่านั้น
การทำงานเหรอ ความจริงเราไม่ได้ทำงานหรอก
งานเป็นเพียงผลพลอยได้จากการติดต่อสื่อสารกับคนมากกว่า
สิ่งสำคัญของการทำงานก็คือการจัดลำดับความสำคัญของงาน
และการสื่อสารที่ได้ผล
งานทุกชนิดมีศิลปะในตัวเอง
คนเสิร์ฟอาหารก็เช่นกัน
เชฟอาจจะสร้างศิลปะบนจานอาหาร
แต่คนเสิร์ฟสร้างศิลปะบนโต๊ะอาหาร
การปฏิบัติกับคนอื่นก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
หมายถึงว่าทำไมเราต้องปฏิบัติกับคนอื่นแย่ๆเพียงเพราะว่าคนคนนั้นไม่มีผลประโยชน์ต่อตัวเรา
อาจจะไม่ถึงกับแย่
แต่เหมือนกับว่า เขาเหล่านั้น
ไม่มีตัวตน
November 01 i'm a big big girl in a big big worldบางครั้งเราก็สงสัยว่าตัวเองทำอะไรอยู่
บางครั้งเราก็ไม่ได้สงสัย แต่ลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่
วันนี้ก็เป็นแต่เพียงวันแย่ๆอีกวันหนึ่งที่จะต้องผ่านพ้นไป
เราจะรอให้มันผ่านไปเฉยๆหรือจะทำให้มันดีขึ้นล่ะ
ว่าแต่ว่าไอ้ทำให้มันดีขึ้นเนี่ยทำยังไงเหรอ
โลกไม่ได้ใหญ่อย่างที่เราคิดหรอก
ผู้คนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็จริง แต่ก็เหมือนกันอย่างกับแกะ
ที่ถูกเลี้ยงมาจากสวนเดียวกันก็ไม่ปาน October 18 เราวาดรูปเป็นรึเปล่าหลายๆๆวันก่อนไปดูนิทรรศการภาพวาดของเด็กๆที่แกลลอรี่แห่งหนึ่งย่านผ่านฟ้า
เป็นรูปวาดของเด็กจากหลากหหลายประเทศที่วาดถึงประเทศตัวเอง
ดูไปก็หัวเราะไปกับรูปวาดของเด็กๆ ไม่ได้ขำเพราะรูปวาดของเด็กดูตลกและไม่สวย
แต่หัวเราะแบบตื่นตาตื่นใจกับจินตนาการกว้างไกลมากกว่า
หลังจากดูนิทรรศการทั้งหมด เราพบว่าเด็กไทยวาดูปสวย
คนที่คัดมาจัดแสดงคือคนที่วาดรูปสวย สวยจริงๆ
ชาติอื่นๆดูแล้วไม่สวยเท่า บิดๆเบี้ยวๆตามประสา
แต่ดูแล้วกลับสนุกกว่า
หรือเพราะเราก็เป็นคนวาดรูปไม่สวย เลยเข้าถึงมากกว่า
ก็ไม่รู้เหมือนกัน
ย้อนกลับไปถึงชั่วโมงศิลปะสมัยเด็กประถม
จำได้ว่าเคยโดนครูศิลปะว่าท่ามกลางเพื่อนมากมายว่าวาดรูปไม่สวยเลยแย่มาก
แถมยังให้ตบปากตัวเองเพราะคุยระหว่างครูสอน
แกอาจจะไม่ได้ตั้งใจว่าเรื่องรูปก็ได้(มั้ง)แต่โมโหเพราะคุยระหว่างเรียนมากกว่า
จำไม่ได้ว่าอับอายมากรึเปล่า แต่ถ้าจำไม่ได้แสดงว่าไม่อายมาก(ไม่รู้สำนึก)
กำลังคิดว่าถ้าเราอับอายมากๆหรือฝังใจมากๆว่าฝีมือวาดรูปของดิฉันแย่สุดๆไม่ได้ผุดได้เกิด
ทุกวันนี้คงไม่อยากจับดินสอวาดรูปอีก
แต่ก็อีกนั่นแหละ ทุกวันนี้แม้จะมีบางวันครึ้มอกครึ้มใจวาดรูปขึ้นมาบ้าง
ฝีมือก็ยังคงเส้นคงวาไว้ที่สมัยประถมเหมือนเดิม
ประเด็นก็คือเราไม่เคยถูกบอกให้ทำอย่างอื่นนอกจากวาดรูปให้สวย
ทำทุกอย่างให้ดี ในแนวทางที่เค้าว่าดี
มันไม่ค่อยจะมีทางอื่นให้เราเลยนอกจากการจัดแบ่งลงไปว่า
คนนี้วาดสวย กับคนนั้นวาดไม่สวย
สองแบบเท่านั้น
บ่นกระปอดกระแปดไปอย่างนั้นเอง
ก็วาดรูปไม่เป็นรูปเลยอยากหาข้ออ้างให้ตัวเองเท่านั้นแล
September 09 อินตะระเดี๊ย อินตะระเดีย (โปรดส่ายหัวตอนพูดด้วย)เหตุเกิด ณ กองถ่ายหนังอินเดีย
ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตาอย่างเราจะได้เข้าวงการกะเค้าด้วย
จับพลัดจับผลูมีน้องชวนมาทำงานกองถ่ายหนังอินเดียเป็นเวลาสี่วัน
มาถึงวันแรกเจอพระเอกหล่อมากกกกก ส่วนนางเอกก็ประมาณนึงแต่หุ่นดี
ทั้งกองถ่ายดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร ใครทำหน้าที่อะไรจนกว่าจะถึงเวลาถ่ายจริง
นอกจากพระเอกกับนางเอกเท่านั้นที่โดดเด้งขึ้นมา
คนที่เป็นdance master ก็ไม่มีอะไรบ่งบอกได้ว่าเต้นโคตรเก่ง
ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ คนยกกล้อง งงไปหมดว่าใครเป็นใคร
เราพบว่าการเป็นนักแสดงอินเดียนั้นนอกจากต้องมีความสามารถด้านการแสดงแล้วยังต้องเต้นเก่งอีกด้วย
คือเห็นเค้าเต้นแล้วมันก็ ยังไงดีล่ะ มันไม่ได้เป็นแบบกอล์ฟไมค์หรือเกิร์ลรี่เบอรี่
แต่มันเป็นการเต้นที่ส่งพลัง(ไม่ใช่ทรงพลัง) ออกมาได้อย่างชัดเจน
แต่ว่าถ่ายเพลงแค่ท่อนเดียวซ้ำไปซ้ำมาตลอดสี่วันจนจะร้องได้อยู่แล้ว
อยู่กองถ่าย สนุกบ้าง ขำบ้าง รำคาญบ้าง
พี่อินเดียแกเล่นแหกกฎทุกอย่าง บอกอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ เดี๋ยวเอาเดี๋ยวไม่เอา
แต่เวลาธรรมดาก็ขำกันดีทั้งกอง
ถึงแม้จะเรื่องมากแต่โดยรวมแล้วกองนี้ไม่โหดเกิดปัญหาอะไรก็พูดจากันได้ ไม่มีมาโวยวายใส่มากมายให้เสียอารมณ์
เพราะเราไม่ได้ต้องเป็นคนจัดการ มีน้องม่วง(นามแฝง)จัดการแทนตลอด 5555
มีเหมือนกันก็นังพระเอกที่ตอนแรกที่คิดว่าหล่อมากแต่พอเรื่องมากความหล่อก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ
เสื้อใส่มาได้สามวันวันที่สี่เกิดอยากจะซักก็มาพูดๆๆ ก็ทำไมไม่ส่งโรงแรมซักเองล่ะ
แถมกว่าจะเอาเสื้อมาให้ก็ตั้งดึก ใครที่ไหนมันจะไปเปิดร้านรอแกล่ะนังบ้า
สุดท้ายก็ต้องเอาไปซักเอง ตอนแรกคิดว่าเสื้อไม่แห้งแน่ๆและจะไม่พยายามทำให้เสื้อแห้งด้วยให้มันใส่เปียกๆไปนั่นแหละ
พระเอกมีบุญ เสื้อมันดันแห้งเร็ว ขัดอกขัดใจเลยเอาเสื้อไปจุ่มน้ำใหม่(แค่ปกกับข้อแขนที่มันเป็นผ้าหนาๆหรอกนะจะได้เนียนๆ)
ยื่นให้พระเอก มันทำหน้าประมาณว่า(แมร่ง)ซักไงวะเสื้อเปียก
ก็เลยบอกไปว่า รู้มั้ยทำไมเสื้อมันเปียกก็เพราะว่ามันไม่มีแสงอาทิตย์ตอนกลางคืนยังไงล่ะ(ยะ)
พระเอกก็ทำหน้าเมื่อยแล้วก็หันไปนินทากันเองกับพรรคพวก แต่ไม่สนใจหรอกเพราะฟังไม่ออก
ส่วนน้องนางเอกก็ชอปปิ้งตลอดเวลาหลังอาหารเย็น แถมพอเริ่มตกกลางคืนแกชอบหัวเราะคิกคักโดยไม่มีสาเหตุ
แต่ที่น่าหงุดหงิดก็คือ ทำไมกองถ่ายหนังอินเดียจะต้องโดนมองอย่างไม่ชอบใจจากคนอื่นๆอยู่เสมอ
จริงที่ว่ากองถ่ายอินเดียชอบทำเกิน คือขออนุญาติไว้แค่นี้แต่จะเอาเพิ่ม เอานั่นเอานี่
แต่เจ้าของสถานที่ข้างๆ(ซึ่งไม่เกี่ยวกัน)
ก็เกินไปถึงขั้นออกมายืนด่าว่า ห้ามถ่ายติดตึกเด็ดขาดแล้วก็ว่าประเทศชาติไม่พัฒนาเพราะเราไม่ช่วยกันดูแล
ยังงงอยุ่เลยว่ามันไปเกี่ยวกันตรงไหน(วะ)
นี่ถ้าเป็นแบรดพิทมาคงมาจะกราบตีนขอให้ขึ้นไปถ่ายบนตึกกันเลยทีเดียว
แต่พี่อินเดียเจ๋งกว่า ห้ามนั่นด่านี่ สุดท้ายถ่ายไปถ่ายมาแกก็ไปถ่ายลานข้างๆตึกได้ซะงั้น เพราะเฮียแกมัวแต่เฝ้าข้างหน้า
ก็ฮากันไป
August 16 เศร้าใจ ดีใจ เศร้าใจประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน
ไม่เปลี่ยนจริงๆ
เมื่อไหร่เราจะใช้โทรศัพท์ได้นานๆซักที
เราไม่เคยเป็นพวกวิ่งตามเทคโนโลยีอะไรเลยแต่ก็มีอันจะต้องซื้อโทรศัพท์ใหม่แทบทุกปี
โทรศัพท์เครื่องแรกได้มาตอนปีสองพร้อมเสียงก่นด่าของคนในครอบครัวว่าสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น โธ่ ขอทำตัวเป็นวัยรุ่นกะเค้ามั่งเถอะ ก็อยากได้อยากมีไปเรื่อยเปื่อย
แต่จะว่าไปก็จริงนั่นแหละ ไม่เห็นจะต้องมีเลย เพื่อให้ได้ติดต่อได้ง่ายขึ้นงั้นเหรอ เพื่ออะไรล่ะเราก็ไม่ได้อยู่กลางดงกลางป่าตามตัวก็ไม่ยาก แล้วตั้งแต่มีมือถือเราก็ไม่เคยจำเบอร์ใครได้อีกเลย
มือถือเครื่องแรกใช้ได้ไม่ทันครบปีก็เจ๊ง เพราะถือคติว่าถ้าเราทะนุถนอมมากไปมันจะไม่แกร่ง แต่ก็ลืมไปว่ามันเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ตกไปหลายยๆๆๆทีก็เจ๊ง
ถึงเวลาเปลี่ยนใหม่เครื่องที่สองก็ดันไปซื้อที่ร้านอะไรไม่รู้ ซื้อมาวันแรกก็เจ๊งเลย เอาไปเปลี่ยนก็บอกว่าต้องเอาไปส่งศูนย์ ความขี้เกียจมีเยอะกว่าวความห่วงใยต่อโทรศัพท์ เลยใช้ไปยังงั้นแหละใช้ไปได้ปีกว่าๆก็ไม่ไหวต้องทำการฌาปนกิจตัวเอง
เครื่องที่สามต้องมีอันเป็นไปแบบโง่ๆ(ไม่รู้ใครโง่ดี) หลังจากใช้มาได้ปีกว่าๆ เกือบๆจะสองปี วันนั้นโมโหอะไรไม่รู้ เก็บของไปมาพร้อมพูดโทรศัพท์เจ๊าะแจ๊ะไม่หยุดปาก เสร็จสรรพขึ้นรถขับพรืดไปตะบึงตะบอน ขับไปได้ประมาณ 3 กโลเมตรนึกขึ้นได้ว่าวางโทรศัพท์ไว้บนหลังคารถ โอ้วแม่เจ้า จะโทษใครดี
เครื่องที่สี่ ใช้ได้นานประมาณนึงแต่ยังไม่ทำลายสถิติคือปีกว่าๆเหมือนกันคราวนี้โกอินเตอร์ไปเสียที่เวียดนาม ไม่รู้เพราะเจออากาศชื้นหรือแปลกที่แปลกทางปรับตัวไม่ได้เลยมีอันต้องเป็นไปก่อนเวลาอันควร
เครื่องที่ห้าได้มาเพราะแม่ทนไม่ได้ พอเครื่องที่สี่เจ๊งก็ดำรงตนเป็นมนุษย์ปลอดมือถืออยู่ระยะหนึ่งเดือนกว่าๆได้มั้ง รู้สึกโล่งๆสบายๆดียังไงบอกไม่ถูก แต่แม่ไม่สบายเพราะโทรเรียกใช้ไม่สะดวกเลยจัดแจงพาไปซื้อเสร็จสรรพ ความจริงอยากได้อยู่รุ่นนึงเพราะน่ารักดี (เป็นครั้งแรกที่ระบุได้ว่าอยากได้มือถือแบบไหน) แต่ราคาไม่น่ารักด้วยตัดใจซื้อไม่ลง มือถือราคาห้าพัน ไปซื้อเครื่องทำไอติมได้เลย ราคาสี่พันเก้าเท่านั้น ตัดใจซื้ออีกเครื่อง ถูกกว่าเยอะและ(น่าจะ)ทนกว่า เครื่องน่ะคงทนกว่าแต่มันคงรู้ว่าถึงเราจะเลือกมันมาแต่เราก็ยังมีอีกคน(เครื่อง)อยู่ในใจเสมอ(ฮิ้ว) เลยกระเด้งออกจากกระเป๋าเราไปตอนนั่งตุ๊กตุ๊ก เครื่องนี้อายุสั้นที่สุด แค่ เกือบๆสามเดือนเท่านั้น
เศร้าใจ - มือถือหายอีกแล้วกรู เพิ่งเริ่มสะสมเบอร์ได้ไม่เท่าไหร่ต้องมานั่งล่าชื่อกันอีกแล้วเหรอเนี่ย
ดีใจ - มีโอกาสได้ซื้อมือถือที่อยากได้แล้ว
เศร้าใจ - แต่ยังไงๆราคามันเท่ากับเครื่องทำไอติมเลยนะ เฮ้อ
...มีเสียงกระซิบ(ด่า)ว่าจะเอาเครื่องทำไอติมไปทำซ..อะไร(ยะ)...
ไม่รู้สิมันเอามาเทียบกันไม่ได้เหรอ
โทรศัพท์มือถือกับเครื่องทำไอติม
โทรศัพท์มือถือกับเครื่องทำไอติม
โทรศัพท์มือถือกับเครื่องทำไอติม
August 02 ไปดูทุ่งดอกกระเจียวชัยภูมิเป็นอีสานที่ชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื้นสมชื่อว่าเป็นชัยภูมิ
เป็นพื้นดินดี อยู่แล้วเหมือนได้ชัย เอ๋!เกี่ยวอะไรหว่า
ไปชัยภูมิคราวนี้เป็นครั้งที่สาม
ออกค่ายหนึ่ง เรียนหนึ่งและเที่ยวอีกหนึ่งซึ่งก็คือครั้งนี้
พี่ญาติชวนไปดูดอกกระเจียวบาน
ใจก็คิดว่าป่านนี้มันยังบานอยู่อีกหรือ แต่เอาเถอะ ไปก็ไป
ออกจากบ้านแต่เช้า ถึงก็เกือบเที่ยง
แค่ได้ไปถึงก็สดชื่นแล้วแม้ยังไม่ทันถึงทุ่งดอกกระเจียว
อากาศสดชื่น ร้อนแต่เย็น
พอไปถึงทุ่งดอกกระเจียวจริงๆก็ยิ่งแล้วใหญ่ อะไรๆมันก็สดชื่นไปหมด
ท้องฟ้าสีฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว แม้ผู้คนจะเยอะแบบทุ่งแทบแตก
แต่จะว่าอะไรได้ เรายังแห่มาดูกะเค้าเลย
เดินถ่ายรูปมือเป็นระวิงเพราะมุมไหนๆสีสันก็สวยไปหมด
จนกระทั่งเดินออกมาจากทุ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
นี่เรายังไม่ได้สนใจดอกกระเจียวดอกกระเจียวจริงๆเลย
สนใจแต่ว่าสวยจังต้องถ่าย นั่นก็สวยนี่ก็สวยหันกล้องไปทางไหนก็สวย
กลัวแต่ว่าจะไม่ได้เก็บไว้ดู เลยถ่าย ถ่าย ถ่ายไม่ยั้ง
ตอนนี้มาดูรูปก็นึกได้แต่ว่าใช่แล้วมุมนี้เราถ่าย มุมนั้นเราถ่าย
คือเห็นแต่ภาพตัวเองถ่ายวิว
แต่กลับไม่เห็นวิวจริงๆของมัน
ดีที่นึกได้ก่อนกลับ วันที่สองเลยได้สัมผัสกับวิววิว
ท้องฟ้า ท้องฟ้า ต้นไม้ ต้นไม้
แต่ก็ยังไม่วาย ถ่าย ถ่าย ถ่ายต่อไปอีก
เพราะกล้องแคนนอนของพี่ญาตินี่ ดีจริงๆ
ถ่ายแล้วมันส์พะย่ะค่ะ
เอ๊ะหรือฝีมือเราดี เลยถ่ายออกมาสวยงามทุกรูป
โฮะ โฮะ โฮะ
พูดเอง เออเอง ชมเองไม่ต้องรอใคร
เอิ๊ก เอิ๊ก
July 24 26เลข26มันจะไม่ได้มีความหมายอะไรไปมากกว่าตัวเลขธรรมดาๆหนึ่งตัว
แต่พอมันกลายเป็นเลขบอกอายุ
มันทำให้รู้สึกวิโวกวิโหวงเหวงยังไงชอบกล
มันเหมือนเราได้ข้ามเส้นอะไรบางอย่างของเราไปแล้ว
มันทำให้เราได้ไตร่ตรองมากขึ้นว่า
เราได้ทำอะไรที่ควรจะทำแล้วหรือยัง
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ
ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอะไรในสิ่งที่ควรจะทำรึเปล่า
และเมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็พบว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง
เพราะมันเกิดได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
เป็นผู้ใหญ่นี่มันยากจริงๆโว้ย
July 19 เคยรู้สึกไหม เวลาไม่มีใครแล้วเคยรู้สึกมั้ยว่าบางที อยู่ดีๆเราก็รู้สึกว่า
ตอนที่เราหายใจอยู่ เราหายใจอยู่จริงๆรึเปล่า
หรือไม่ก็ เวลาที่เราโดนมีดบาด มันเจ็บจริงๆหรือเราคิดไปเองว่ามันเจ็บ
เวลากินยา มันขม แต่มันขมจริงๆหรือเราคิดไปเอง
หรือเวลามองกระจกแล้วเห็นตัวเอง
คือเราเป็นอย่างนั้นจริงๆรึเปล่า นี่คือเราจริงๆรึเปล่า หรือว่านี่คือใคร
หรือว่าที่เรากำลังขยับตัวไปมา นั่งพิมพ์สเปซอยู่นี่คือเรา หรือว่าคือใคร
คืออาจจะไม่ใช่ใครหรอก
แต่มันก็ไม่ใช่เรา
หรือก็ใช่เรานั่นแหละ แต่เราคิดให้มันแตกแยกไปเอง
นั่งอยู่ว่างๆก็คิดไปเรื่อยเปื่อย
ทำไมไม่ไปหางานทำ นั่งอยู่บ้านทั้งวัน จะเที่ยวก็ไม่เที่ยว
ฝนตกมั้ง ไม่ชอบฝนตก เลยไม่นึกอยากไปเที่ยวไหน
แถมคิดไม่ออกว่าอยากทำอะไรก็เลยไม่ไปหางานทำซะอย่างนั้น
คนชอบถามว่า อยากทำอะไรล่ะ อยากเป็นอะไรล่ะ
ถ้าตอบได้ก็คงทำไปนานแล้วจะมานั่งเฉยๆให้มันเมื่อยก้นอยู่ทำไม
ช่วงนี้ขี้เกียจขนาดหนัก
แค่จะเปิดคอมพิวเตอร์ยังขี้เกียจเลย
อยากจะอ่านหนังสือแต่ก็ขี้เกียจอ่าน
ขี้เกียจหยิบ ขี้เกียจเลือก ขี้เกียจเปิด ขี้เกียจสะกดคำ
ขี้เกียจจะส่งผ่านตัวหนังสือผ่านทางสายตาไปยังสมอง
แต่ไม่ขี้เกียจซื้อนะ
เพิ่งซื้อหนังสือใหม่ไปสองเล่ม
ก่อนหน้านั้นก็ซื้อไปสองเล่ม
ก่อนหน้านั้นอีกหน่อยก็ซื้อไปสองเล่ม
แต่เพิ่งเคลียร์อ่านเล่มที่ซื้อก่อนหน้านั้นอีกได้แค่สามเล่ม
คิดเป็นสองเล่มครึ่งดีกว่าเพราะอีกเล่มนึงอ่านเกือบจบ
แต่ก็เหมือนไม่ได้อ่านเลยมากกว่า
เอ๊ะถ้างั้นก็ต้องนับเป็นสองเล่มนั่นแหละนะ
ปล. เป็นหวัด เล็บหลุด (เกี่ยวกันยังไง) ต้อนรับความสาว(น้อย)มาเยือน
June 30 ไม่รู้ต้องทำอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนมากมายบนโลกนี้
เดิน กิน นั่ง นอน ถ่าย
วนเวียนอยู่ทุกวัน
เหมือนๆกัน
เหมือนๆกัน
ไม่ได้ใกล้บรรลุ
แค่คิดว่าชีวิตมีเวลามากกว่านี้
มีรายละเอียดมากกว่านี้
และไอ้รายละเอียดที่ว่านี่แหละทำให้ผู้คนมากมายบนโลกนี้ไม่เหมือนกัน
อยากรู้ว่าระหว่างมางจากการเดินไปสู่การกินเราควรปฏิบัติตัวเช่นไร
ระหว่างการกินไปสู่การนั่งเราควรคิดอะไรอยู่
จากการนั่งไปสู่การนอนเราควรทำอะไร
และจากการนอนไปสู่การถ่าย
เราจะเป็นยังไง
ทำไมห้องน้ำถึงชื่อว่าห้องสุขา
เพราะมันทำให้เรามีความสุขใช่หรือไม่
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสั้นๆง่ายๆ
แบบเป็นธรรมชาติ
ที่เรามักหลงลืมช่วงเวลาเหล่านี้กันไป
ว่าแท้จริงแล้วความสุขหาได้ง่ายๆจากห้องน้ำนี่เอง
แต่ในวันหนึ่งๆเราคงไม่ได้เข้าห้องน้ำตลอดเวลา
ช่วงระหว่างการอยู่นอกห้องน้ำมีมากกว่าการอยู่ในห้องน้ำมากนัก
ทำยังไงเราถึงจะมีความสุขเหมือนได้อยู่ในห้องน้ำตลอดเวลา
May 03 เมื่อไหร่จะได้กินผัดไทยเรามักมีปัญหากับการเลือกอยู่เสมอ
ทุกๆคนนั่นแหละ
เอ๊ะ หรือว่าอาจจะเป็นเราคนเดียว
กลัวว่าเลือกอย่างนี้มันจะกระทบกับอันนั้น อันนี้ อันโน้น อันนู้น และอื่นๆ
หรือถ้าเลือกอีกอย่างมันก็จะอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น
สารพัดจะเป็นปัญหา
แม้แต่เรื่องง่ายๆอย่างการกิน
มีอยู่วันหนึ่งตกลงใจกันว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดังในเมืองหัวหิน
วันนั้นความอยากกินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่ในระดับเฉยๆไม่ได้อยากกินหรือไม่อยากกิน
แค่ว่ามันเป็นอาหารมื้อกลางวัน อะไรก็กินได้
ให้หายหิวก็พอ
แต่อยู่ดีๆก็มีคนพูดขึ้นมาว่าเจ้านี้ขายผัดไทยด้วย
ความรู้สึกอยากกินผัดไทยก็ผุดขึ้นมาในหัว
และคิดว่ากลางวันนี้กินผัดไทยดีกว่า
ไปถึงร้านเห็นป้ายบอกยี่ห้อ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง รับรองโดยหลายรางวัล
แถมร้านก็ดูทีท่าว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ดั้งแต่เดิม ไม่ได้เป็นร้านขายผัดไทย
แต่เหมือนมีผัดไทยขายขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้
ถึงอย่างนั้นความอยากกินผัดไทยก็ไม่ได้ลดลงแต่มันมีความอย่างอื่นเข้ามาแทรกก็คือ
ความเสียดายว่าถ้าเราไม่สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากินจะต้องพลาดการได้กินของดีของอร่อย
และการจะมาหัวหินอีกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คือปีๆหนึ่งมาแค่อย่างมากก็หนเดียว
หรือเราจะเก็บก๋วยเตี๋ยวเนื้อไว้กินปีหน้าหรือ
มันดูจะทรมานเกินไปที่จะต้องนั่งคิดตลอดหนึ่งปีว่ามาหัวหินคราวหน้าเราจะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
จะให้สั่งสองจานก็จะมากไป กินไม่หมดแน่ๆหรือถ้ากินหมดก็จะเป็นแบบอิ่มเกินไปไม่สบายตัวอีก
คิดไปคิดมาเห็นว่าร้านนี้ก็ไม่ได้โด่งดังเรื่องผัดไทยนี่(แม้ว่าตอนนี้อยากกินก็ตาม)
กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดังดีกว่า(ทั้งๆที่ตอนนั้นไม่ได้อยากกิน)
สุดท้ายก็สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อมากิน
แล้วก็กินไม่หมดเพราะ
หนึ่งไม่อร่อยสมคำร่ำลือ
สองคือไม่ได้อยากกินมาตั้งแต่ต้น พอมากินไอ้ที่อร่อยน้อยหน่อยก็เลยกินไม่ได้เยอะ แต่ก็อิ่มเกินกว่าจะสั่งผัดไทยมากินอีก
จะว่าไปเราก็ไม่ได้เลือกไม่ได้
เราเลือกมาตั้งแต่ต้น
แต่ด้วยแรงกระตุ้นอื่นๆรอบๆ สิ่งเร้าอื่นๆที่เข้ามารบกวน
ทำให้เราไขว้เขวไป
และสุดท้ายก็ไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองเลือกหรืออยากมาตั้งแต่ต้น
ถ้าเป็นเรื่องกินมันก็ดูง่ายว่าตอนนี้จิตใจเราโน้มเอียงหรือถูกรบกวนโดยอะไรต่อมิอะไร
แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆมันก็ยากเหมือนกันที่จะดูว่า ตอนนี้เราอยากทำนั่นนี่โน่นจริงๆหรือว่าตอนนี้เราโดนสิ่งเร้าอื่นๆเข้าครอบงำความคิดอยู่กันแน่
และเมื่อไหร่ที่เราจะได้กินผัดไทยสักที
April 25 ขโมยตัวเป็นๆไม่รู้ว่าเบญจเพสหรืออะไร ช่วงนี้เจอแต่เรื่อง
อุบัติเหตุเอย ขโมยขึ้นบ้านเอย จัดบ้านอยู่ดีๆข้อมือเล็ดอีก
เพิ่งรู้สึกตัวว่า หลังจากวันที่อายุครบ 25 ปีเป็นต้นมา สุขภาพย่ำแย่ลงเยอะเหมือนว่ามันอั้นมานาน แต่มีความเยาว์วัยเป็นตัวเคลือบไว้ พอถึงเวลายางยืดหยุ่นหมดอายุ ก็ระเบิดตู้ม
เมื่อวันเสาร์ขโมยขึ้นบ้านตอนเช้ามืด ทั้งๆที่เพิ่งขึ้นไปนอนได้แป๊บเดียว
ที่น่าโมโหตัวเองคือ ไม่ได้หลับแต่นอนฟังโจรมันงัดแงะบ้านเชิบๆสบายใจ
คือก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามีเสียงแปลกๆ ตั้งแต่เสียงมอเตอร์ไซค์ จนเสียงประตูรั้ว และมาถึงเสียงประตูบ้าน
แต่ด้วยความปอดแหกเป็นโรคประจำตัว เลยคิดว่าเราคงคิดมากไปอีกแล้ว ฟุ้งซ่านไปเรื่อย เพราะนี่มันก็ตีสี่เข้าไปแล้ว
ไหนจะคนส่งหนังสือพิมพ์ ไหนจะหมาจรจัดแถวบ้านที่ชอบมาอาศัยนอนหน้าบ้าน ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้นที่จะทำเสียงต่างๆที่ได้ยิน
ได้ยินเสียงคนงัดแงะประตูบ้านซักพัก ก็เป็นเสียงเปิดประตูได้ เสียงคนชนเก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่หน้าบ้านก็คิดว่าเอาล่ะสิคุณย่าตื่นมาทำกับข้าวใส่บาตร
ก็นอนฟังไปเรื่อย จนสุดท้ายได้ยินเสียงเหมือนคนทำหมวกกันน็อคหล่นพื้น (ซึ่งต่อมาพบภายหลังว่าเป็นแบตมือถือกองโต หลายรุ่นหลายยี่ห้อของคนทั้งบ้าน)
เลยรู้สึกว่ามันแหม่งๆชอบกลเลยตัดสินใจเดินลงไปข้างล่าง
ตอนเดินลงไปก็ไม่คิดอะไรหรอกว่าจะเจออะไร ยังไง ไม่ได้เตรียมใจไว้เลย
เดินลงบันได มาถึงก็เจอประตูบ้านเปิดอยู่ และก็เจอใครคนนึงยืนอยู่ระยะห่างจากเราประมาณเดินสามสี่ก้าวถึง
ใช้เวลาประมาณครึ่งวินาทีว่านี่คืออะไร
หลังจากต่างคนต่างอึ้ง ขโมยก็คิดได้ก่อน หันหลังวิ่งจากไป
เราเองพอเห็นความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามเลยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างก็ร้องกรี๊ดๆ
......เงียบ...มีเพียงเสียงแม่โวยวายมาว่า อะไรๆๆใครเป็นอะไร แล้วก็เงียบ
เราก็...เฮ้ย
(ตอนนี้ขโมยขี่มอเตอร์ไซค์ไปถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว)
เอาใหม่กรี๊ดๆๆๆๆๆ มีคนเข้ามาในบ้านๆๆๆ กรี๊ดๆๆๆๆ
ได้ผล ผู้คนในบ้านแตกตื่น กรูกันลงมาข้างล่าง
ต่างคนต่างวิ่งวุ่นไปคนละทาง แม่วิ่งออกนอกบ้านตามหาโจร
พี่สาวร้องตาม มันไปแล้วแน่นะๆๆ
คุณย่ากับพ่อบอกว่าแจ้งตำรวจๆๆ
(ตอนนี้ขโมยขี่ไปถึงมอเตอร์เวย์แล้ว)
วิ่งวุ่นหาเบอรืยามกับตำรวจอยู่ประมาณ 15 นาที
อีกเกือบ 45 นาที ตำรวจมาถึง
(ตอนนี้ขโมยขี่ไปถึงอยุธยาแล้ว)
สำรวจตรวจตราพอเป็นพิธี ก็บอกว่าเดี๋ยวไปแจ้งความของหายด้วยละกัน ไปสายๆก็ได้นะไม่ต้องรีบ (แน่ะ!ตำรวจหนอ)
ตำรวจมีการแสดงความห่วงใยก่อนกลับ บ้านนี้ก็อันตรายนะอยู่กันเฉพาะผู้หญิง (อ้าว แล้วพ่อที่ยืนอยู่ข้างหลังล่ะ) กับคนแก่ (แป่ว!!!)
สรุปของหายเป็นกระเป๋าตังค์สองใบ มือถือของพี่แบนเกินไปขโมยมองไม่เห็น แบตมือถือที่ทำหล่นไว้ พอดีมาเจอะเราซะก่อนเลยไม่ได้เอาไป
กระเป๋าเราไม่มีตังค์ซักบาท อายตำรวจบวกขำโจร ที่เอากระเป๋าที่ไม่มีตังค์ไป
คิกคักไปสักพักสำนึกได้ว่าดันเอาแหวนถอดใส่กระเป๋าตังค์ไว้สองวงเพราะกลัวหาย
ได้กรี๊ดอีกรอบ คราวนี้มีแม่ผสมโรงด้วยเพราะเป็นแหวนของแม่
เฮ่อ เซ็งจิตจริงๆ
April 17 สงกรานต์ผ่านมาสวัสดีปีใหม่ไทย
ทำไมต้องปีใหม่ไทย
และถ้าเราพูดว่ามันเป็นปีใหม่ไทย
ทำไมเราถึงไม่เฉลิมฉลองวันนี้ในฐานะวันปีใหม่จริงๆ
แต่กลับฉลองวันนี้ด้วยวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุ
และถ้าวันนี้เป็นวันปีใหม่ของเราแล้ววันที่1มกราเป็นวันอะไร
ปีใหม่สากล
ในเมื่อเรามีปีใหม่ของเราอยู่แล้วจะต้องไปเลียนแบบคนอื่นทำไม
เพ้อไปเรื่อยๆนะเรา
วันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็พบเจออะไรแปลกๆและคาดไม่ถึง
เริ่มแรกออกเดินทางไปฉลองวันปีใหม่ที่หัวหิน
ก็เจอกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก
แต่ก็พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่เราก็เคยนึกๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้อะไร
ปล่อยผ่านเลยไปอย่างนั้นเอง
เราพบว่าทุกวันนี้เราลืมนึกถึงคนเดินถนนน้อยเกินไป
เอาแต่ความสะดวกสบายของผู้ใช้รถเป็นที่ตั้งส่วนผู้ใช้ถนนเป็นรอง
ถนนระหว่างจังหวัด
ทุกคนที่ใช้รถต่างขับตะบึงตะบอนไปโดยคิดแต่เพียงว่ามันเป็นทางรถทางหลวง
เวลาเราแวบเห็นคนรอข้ามถนนก็มักคิดว่าเดี๋ยวเค้าคงข้ามได้เอง
ไม่คิดเลยว่าความจริงเค้าต้องรอกันเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงหรือกว่านั้น
และความจริงแล้วสองข้างทางก็เป็นที่อยู่อาศัยของคนทั้งนั้น
จากการสัมภาษณ์ลุงกับป้าที่รู้จักกันผ่านอุบัติเหตุ
ทำให้ได้รู้ว่าก่อนถนนจะขยายกว้างเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้รถ
คนแถวนั้นเค้าข้ามฝั่งกันไปมาเพื่อพบปะสังสรรค์
ไปตลาด ไปธุระ ไปนั่นไปนี่
แต่พอถนนตัดผ่านก็ดูเหมือนถูกตัดขาด
ทั้งๆที่ถนนในบางครั้งก็เป็นเหมือนตัวแทนของความเจริญ
ตลาดที่เดิมไปจ่ายกับข้าวทุกวันก็ลดเหลืออาทิตย์ละครั้ง
โรงเรียนที่อยู่ใกล้เพียงแค่ข้ามถนน
กลับต้องเผื่อเวลาไว้เกือบชั่วโมงเพื่อข้ามถนน
เราก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้ต่อไปนี้ไม่มีการตัดหรือขยายถนนอีก
เพราะจริงๆแล้วถนนที่สะดวกสบายก็เป็นหนทางที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงอะไรต่างๆได้ง่ายขึ้น
แต่ด้วยสมองที่มีอยู่อันน้อยนิดเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันควรจะเป็นยังไง
แค่คิดว่าอยากให้คิดถึงคนใช้ถนนที่มีสองตีน สี่ตีนบ้างก็คงดี
วางแผนแล้ววางแผนอีกเพื่อจะได้ไม่เจอรถติด
แต่เหมือนว่ายิ่งเกลียดเธอยิ่งเจอรัก
ยิ่งเกลียดรถติดยิ่งเจอรถไม่ขยับ
หัวหิน 8 ชั่วโมง
ใครเคยใช้เวลานานขนาดนี้บ้าง
ขากลับคิดแล้วว่ากลับก่อนคนอื่นรถไม่ติด
ยอมเที่ยวน้อยหน่อย รีบกลับเสียแต่วันจันทร์จะได้ยังไม่เจอขบวนรถชาวกรุง
เราคิดได้ทำไมคนอื่นจะคิดเหมือนกันไม่ได้บ้าง
รถติดอีก ติดได้อีก ติดกันไปเลยนะ ติดให้บ้าไปเลย
โอ๊ย เซ็ง
สวัสดีปีใหม่
April 09 วัดพูและ ฝันดรีมตอนแรกว่าจะเขียนการไปเที่ยวต่างประเทศ (ว้าว)ครั้งนี้อย่างละเอียด
เพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกความทรงจำ
แต่ว่าเวลามันก็ได้ผ่านมาแล้วเนิ่นนานและก็งั้น งี้ งู้น โง้น เง้น
ขี้เกียจอย่าเลยเขียนเรื่องอื่นดีกว่า
สรุปอย่างย่นย่อ
ไปลาวคนเดียว 3 วัน
ต่อด้วยเที่ยวเวียดนามกับเพื่อนอีก 26 วัน
ก็เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน 2 แบบ
ตอนอยู่ลาวมันก็...ไม่รู้สินะ คือที่ลาวมันก็ไม่ให้ความรู้สึกต่างประเทศจริงจังมากนัก
ทำให้ไม่รู้สึกกังวลกับสิ่งที่เจอหรือกำลังจะเจอ
ขี้หมูขี้หมาก็พูดภาษาเดียวกัน
แต่ที่แปลกอีกอย่าง พอเห็นเรามาคนเดียวก็ชอบถามว่ามาคนเดียวเหรอทำไมไม่มากับแฟนล่ะ
ฮ่วย! ถ้ามีก็พามาแล้วล่ะ ถามอยู่นั่นแหละ
ไปลาวคราวนี้ได้ไปเที่ยวแค่ 2 ที่ใหญ่ๆคือวัดพูกับน้ำตกคอนพะเพ็ง
เนื่องจากความเป๋อ เอ๋อรับประทานของเราคนเดียว ตอนไปวัดพูก็ขลุกๆขลักๆ มาถึงจำปาศักดิ์ก็ขลุกๆขลักๆอีกกว่าจะได้เกสต์เฮาส์เล่นเอาเหนื่อย
พอรู้ว่าแม้ถึงจำปาศักดิ์แต่วัดพูก็อยู่ห่างจากที่นี่ไปอีก 8 กิโลก็กำลังคิดว่าแล้วเราจะไปถึงมั้ยเนี่ย
จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปก็ไม่กล้า มีแต่คันใหญ่ๆ จะขี่จักรยานก็ร้อนเหลือทน
แต่จะไม่ไปรึก็ไม่ได้มาถึงนี่แล้ว ตัดสินใจไปจักรยานก็ได้
พอไปลองขี่ก็ปรากฎว่าจักรยานสูงไป ต้องวานให้เจ้าของมาปรับเบาะให้
เจ้าของเกสต์เฮาส์เลยบอกว่า
แหม คนตัวน่อยแต่รถคันโตเนาะ
ปลื้มสิครับ เกิดมาตั้งนานเพิ่งจะมีคนบอกว่าเป็นคนตัวเล็ก
เอ่อ...เค้าคงไม่ได้หมายถึงเตี้ยใช่มั้ย
ขี่ไปรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เมื่อไหร่จะถึงสักที
พอถึงที่แล้วก็ยังต้องเดินเท้าต่อไปอีก ทั้งสูงทั้งไกล
แทบเป็นลม
แต่ไปถึงแล้วก็ สงบร่มรื่น เย็นตาเย็นใจดี
โบราณสถานอะไรต่างๆก็ดูกับเค้าไม่รู้เรื่องหรอก
แต่การที่เป็นทางเดินร่มรื่นจากเงาไม้ของต้นลั่นทมบัง
พร้อมกลิ่นหอมจางๆลอยอบอวลอยู่ทั่ว
มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
และพอเดินไปถึงข้างบนสุด
วิวทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตา
เห็นแล้วมัน อื้อหือ โอ้โห จริงๆ
เมื่อวานไปดูดรีมทีมมา
สมชื่อดรีมทีมมาก ตอนจองตั๋วมีคนจองก่อนหน้าเรา 3 คนเท่านั้น
เราเป็นคนที่สี่
สามัคคีดรีมทีมกันจริง
เด็กก็คือเด็ก ท่าไม่ไปสั่งให้ทำท่าแก่นแก้ว วี้ดว้ายเกินเด็กจนเกินไป
เด็กก็น่ารักดี
ตลกมากด้วย
แต่ตัวหนังแปลกๆไม่รู้ว่าแปลกตรงไหนเหมือนกันแต่มันดูแล้วขาดเป็นห้วงๆยังไงบอกไม่ถูก
แต่กิ๊กกับเด็กขำดี
หัวแก้วกับเป๊ะน่ารักที่สุด
น่ารักจังเลย
น่ารัก น่ารัก
แล้วดิฉันเป็นอะไรเนี่ย เดี๋ยวเขียนถึงนั่น เดี๋ยวเขียนถึงโน่น วุ่นวายไปหมด
April 06 เที่ยวคนเดียวก็ได้ง่ายจัง ตอน กว่าจะถึงวัดพูมาถึงลาววันแรกก็ได้แต่เดินเที่ยวไปมาในเมืองปากเซ
ไม่มีไอเดียในการเที่ยวใดๆได้แต่เดินไปเรื่อยเปื่อย
เห็นอะไรอยากเดินดูก็เดิน
แวะกินส้มตำกะว่าจะเจอของแท้และดั้งเดิม
ปรากฎว่าหวานจัดเผ็ดจี๊ด
งงอยู่เหมือนกัน
ระหว่างเดินเที่ยวก็หาข้อมูลการเดินทางต่อไปเวียดนามจนได้ข้อมูลคร่าวๆเพื่อความชัวร์
เห็นร้านกาแฟแสนกิ๊บเก๋
เลยรีบกระโดดเข้าไปนั่ง
นั่งแล้วก็งง
จะมาตื่นเต้นอะไร
มาเที่ยวลาวนะไม่ได้มาเที่ยวร้านกาแฟ
วันต่อมารีบตื่นแต่เช้าเพราะจะไปจำปาศักดิ์
ก็ว่าศึกษามาดี แต่คงพูดจาไม่ถูก
บอกจะไปท่ารถที่ไปจำปาศักดิ์
แต่มอเตอไซค์รับจ้างกลับพาไปตลาดดาวเรือง
เอาเถอะไม่ว่ากันเพราะมีคนชี้ทางสว่างต่อให้
คือรถที่ตลาดดาวเรืองก็มีเหมือนกันที่จะไปจำปาศักดิ์ แต่ออกตอนเที่ยง
มีอีกที่จะออกเร็วกว่าคือตอนเก้าโมง
ก็นึกอยู่ว่าแล้วทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงไม่พา(กู)ไปที่นั่นวะ
เอาเถอะมาแล้วก็ถือโอกาสเที่ยวชมตลาดเสียเลย
ผักหญ้าหน้าตาคล้ายๆเรานี่แหละ
มีหน่อไม้ใส่ขวดนี่สิแปลกหน่อยเพราะไม่เคยเห็น
ขนมปังฝรั่งเศสก็ขายกันเป็นล่ำเป็นสัน
แต่เมื่อวานกินแล้วไม่ค่อยถูกปากวันนี้เลยไม่ซื้อกินอีก
กลับไปนั่งรอต่อบนรถมียายแก่มาขายมะม่วง
คะยั้นคะยอให้ซื้อ อดไม่ได้ซื้อไป1ถุง
แล้วก็แกะกินในทันทีทันใด
เปรี้ยวปรี๊ดเข็ดฟัน
นั่งกินคนเดียวก็กระไร เลยแบ่งให้เพื่อนร่วมทาง
กินบ่ กินบ่
เพื่อนร่วมทางยิ้มแย้มแบบอ่อยๆ หยิบไปอย่างเสียมิได้
คิดว่ากรูไม่เห็นตอนแกเคี้ยวมะม่วงเรอะ
หน้าเหยเกซะขนาดนั้นมันยังคิดจะมาแบ่งอีก
เกือบเก้าโมงรถถึงได้ฤกษ์ออกจากตลาดดาวเรือง
ขับไปไม่นานก็ถึงท่ารถไปจำปาศักดิ์
ดูท่าแล้วต้องรออีกนาน
คิดอยู่ว่า อะไรกันวะเนี่ย รอไปรอมา แล้ววันนี้จะถึงวัดพูมั้ยเนี่ย
นั่งรอไปหนุ่มวัยกลางคนที่นั่งข้างๆก็ถ่มถุยไป เป็นจังหวะนับเวลาได้ทุกห้านาที
ถุยจนน้ำกลายจะกลายเป็นบ่อน้ำรถก็ไม่มีทีท่าว่าจะออก
จนสุดท้ายรถเต็มเมื่อเวลากี่โมงไม่รู้รถจึงได้เริ่มเคลื่อนขบวน
นั่งไปไม่ทันเมื่อยมากรถสองแถวก็ลงแพข้ามฝั่ง เป็นอันรู้ว่ารถได้พาเรามาถึงจำปาศักดิ์แล้ว
ข้ามฝั่งได้ไม่ทันไร คนในรถเห็นท่าว่าจะมาคนเดียวเลยถามไถ่เป็นอันดีว่าจะลงไหน
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะลงไหนดีเลยบอกเค้าไปว่าจะลงที่ที่มันมีเกสต์เฮาส์
ลืมนึกไปว่าเกสต์เฮาส์ไม่ได้มีที่เดียวในจำปาศักดิ์
นั่งไปเรื่อยจนผู้โดยสารเริ่มเหลือน้อย ชักจะยังไง
คนในรถเลยบอกว่าถ้าจะพักเกสต์เฮาส์ล่ะก็เลยมาแล้ว
จะวนไปส่งเอาไหม
เห็นท่าทางผู้โดยสารอื่นแล้วอย่ากระนั้นเลยเดินกลับไปเองก็ได้
ตัดสินใจเอาเป้ขึ้นหลังและออกเดินๆๆๆ
ตอนแรกนึกครึ้มใจว่าแหมเรานี่ช่างสมเป็นหญิงแกร่งbackpackerตัวจริง
แบกเป้เดินหาที่พัก โก้เก๋ซะไม่มี
เดินไปคาดว่าไม่ถึง300เมตรเหงื่อแตกซิก และของหนักจนอยากโยนกระเป๋าทิ้ง
แรกเริ่มเดิมทีคิดว่าจะเลือกดูเกสต์เฮาส์หลายๆที่จนกว่าจะพอใจ
แต่ตอนนี้ คิดว่าขอให้เจอสักเกสต์เฮาส์นึงเถอะจะเอาทันทีไม่มีแง่งอน
เดินหอบแฮกๆมาถึงวงประเสิดเกสต์เฮาส์
เอาแหละวะที่นี่แหละ
ชื่อคุ้นๆด้วยเหมือนเคยอ่านเจอในหนังสือแนะนำ
ในที่สุด...ก็ได้พักซะที
March 30 เที่ยวคนเดียวก็ได้ง่ายจัง ตอน เมืองปากเซหลังจากขึ้นรถสายอุบลปากเซ ตอนเก้าโมงครึ่งด้วยค่าโดยสารราคา 200 บาทซึ่งจะนำท่านสู่ใจกลางเมืองปากเซโดยสะดวกโยธิน หลับไปหนึ่งตื่นรถมาถึงด่านช่องเม็ก
ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ ลงจากรถแบบเอ๋อๆ นึกไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้างเลยเดินตามๆเค้าไป เข้าช่องผิดช่องถูกกันจ้าละหวั่น
พอถึงด่านลาวก็ต้องเขียนใบเข้าประเทศ เขียนเสร็จก็เกิดความกังวลมาพร้อมกับคำถามโง่ๆหลุดจากปากว่าถ้าจะเข้าด่านนี้แต่จะกลับทางเครื่องบินได้หรือไม่ คือกลัวว่าเข้าออกประเทศคนละด่านกันไม่ได้
เจ้าหน้าที่ฝ่ายลาวก็อุตส่าห์ตอบอย่างใจดีว่า อยากออกทางไหนก็ได้ ด่านไหนก็ได้ ได้ทุกทาง จะรถ จะเรือ จะเครื่องบิน ก็ได้ (ขอให้ออกไปเถอะ)
กำลังเดินข้ามแดนอยู่ก็เห็นรถที่นั่งมาวิ่งแฉลบไปอีกทาง ดีที่ยั้งเท้า(ตีน)ไว้ทันไม่อย่างนั้นกำลังจะวิ่งตามรถเพราะนึกว่ารถไม่รอ ความจริงคือทางคนเดินกับทางรถวิ่งมันคนละทางกัน
นั่งหลับไปอีกครึ่งตื่นก็ถึงเมืองปากเซ ลงจากรถโดยสารก็พบว่าจะไทยหรือลาวก็เหมือนกันคือมีพี่มอไซค์ รถตุ๊กๆ เข้ามารุมล้อมถามไถ่สารทุกข์สุขดิบพร้อมเสนอตัวจะไปส่งตามที่ต่างๆไอ้เราก็ ไม่ค่ะ ไม่ค่ะลูกเดียวทั้งๆที่ตัวเองก้ไม่ได้มีใครมารับสักหน่อย
แต่เราเองก็โรคจิตพอกัน มีคนมารุมล้อมเยอะกลัวถูกหลอก เดินวนอยู่ในท่ารถ สองสามรอบจึงเริ่มเจรจาต้าอวยกับคนรถทั้งหลายเพื่อสอบถามราคา(ไม่รู้จะทำอย่างนั้นทำไม้เหมือนกัยน) แต่ถึงบอกราคามาก็ไม่รู้เรื่องว่าถูกหรือแพง เพราะข้อมูลที่อ่านมาจากหนังสือลืมหมดแล้ว เลยถือหลัก first come first choice ใครมาคุยคนแรกก็ไปกับคนนั้นนั่นแหละ
หนุ่มตุ๊กๆพาไปวนหาที่พัก ตอนแรกบอกความประสงค์อยากได้ที่พักริมน้ำโขงเท่านั้น แต่หนุ่มตุ๊กๆพาไปที่หนึ่งและบอกว่าที่พักนี้ริมน้ำ ไม่ใช่น้ำโขงแต่ก็เป็นน้ำเหมือนกัน
แต่ดูสภาพแล้วถ้าอยู่คนเดียวจะไม่ค่อยมั่นใจทั้งๆที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ หนุ่มตุ๊กๆเลยพาไปดูโรงแรมแสงอรุณพร้อมโฆษณาว่าคนไทยชอบพักที่นี่ เราก็คิดว่าแพงแน่ และก็แพงจริง คืนละตั้ง 500 แต่ตอนนั้นเหนื่อยมากและไม่อยากนั่งตุ๊กๆคันนี้แล้วเลยตัดสินใจพักโรงแรมนี้แหละแม้ว่าจะผิดแผนค่าใช้จ่ายไปหน่อยก็ตาม March 28 เที่ยวคนเดียวก็ได้ง่ายจัง ตอน ลาวเอยลาวใต้จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้คือ การอยากไปเที่ยวเวียดนามสักครั้ง เพราะไหนๆก็มีเพื่อนอยู่ที่นั่นไปมันซะให้คุ้มก่อนเพื่อนจะกลับ เต็มที่แบบไม่ต้องขอวีซ่า 30 วันไปเลยดีกว่า
จุดหมายปลายทางของการเที่ยวเวียดนามมีสองแห่งคือดานังและฮานอย
วางแผนการเดินทางอยู่นานจนตั๋วเครื่องบินขึ้นราคา
เลยคิดเอาเองว่า ไปเวียดนามผ่านลาวจะถูกกว่านั่งเครื่องบินและยังได้ของแถมเป็นการเที่ยวลาว
และไม่ต้องเสียค่ารถไฟ 2 ต่อเพราะถ้านั่งเครื่องไปฮานอยก็ต้องนั่งรถไฟไปดานัง และต้องนั่งกลับมาฮานอยอีกรอบ
ยิ้มเยาะอยู่คนเดียวกับการวางแผนเที่ยวอันแสนปราดเปรื่องของตัวเอง
โดยไม่ได้สำเหนียกเลยว่าแค่วันเดินทางก็เน่าซะแล้ว
เริ่มต้นการเดินทางด้วยการตกรถไฟสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี
ไม่อยากเสียเวลารอไปอีกวัน(แถมเสียหน้านิดหน่อย)เลยตัดสินใจไปทางรถ
จากที่คิดไว้ว่าจะใช้เวลากับสีสันบันทึกและผ่านพบไม่ผูกพันบนตู้นอนรถไฟ
กลับกลายมาเป็นหนังเรื่อง คู่แรด นำแสดงโดยเซกิและหม่ำแทน
พอให้อภัยได้เพราะเซกิหล่อเริด
ถึงอุบลตอนหกโมงเช้า เพราะอ่านหนังสือมาเค้าบอกว่ามีรถต่อไปลาวตอนเจ็ดโมง
พอมาถึงจริงๆ รถอุบล-ปากเซเริ่มขายตั๋วตอนแปดโมงครึ่ง ส่วนรถจะออกจริงๆตอน เก้าโมงครึ่ง
แล้วเราจะรีบมาทำไม
ไหนๆก็มาแล้วแถมมีเวลาตั้งเยอะ เลยถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ เดินไปเรื่อยเลยเถิดไปถึงตลาดเช้าของชุมชนใกล้ๆ
ระหว่างทางแวะซื้อข้าวจี่ ต่อด้วยไข่ลวก และชาร้อน (ตอนมาถึงก็กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อไปหนึ่งชามแล้ว)
กินจนลืมอ้วนก็กลับมารอรถจนได้เวลา
ผู้โดยสารร่วมทางมีหลากหลายทั้งฝรั่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไทย ลาว
ต่างคนต่างคุยเป็นภาษาตัวเองผสมผเสเฮฮาดีแท้
March 16 คุกวันนี้มีโอกาสไปคุกการเมือง ของประเทศเวียดนาม
เป็นสถานที่จริงๆ และมีการจำลองหุ่นจริงๆให้ดู เข้าไปแล้วขนลุก มันเหมือนกับว่า ณ สถานที่นั้น มันมีอยู่จริง และมีคนถูกทรมานในนั้นจริงๆ มีคนที่รู้ว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาต้องตายแน่ๆ โดยที่เขามีโอกาสที่เหลือเพียงนั่งอยู่ในห้องแคบๆเพียงลำพังเท่านั้น
ในพิพิธภัณฑ์ มีบทกลอนที่นักโทษการเมืองหล่านั้นเขียนไว้ระหว่างอยู่ในคุกหลายบท ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาเวียดนามที่เราแปลไม่ออก แต่เพียงเห็นหัวข้อที่แปลมาเป็นภาษาอังกฤษให้ก็รู้สึก ....ยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก คำง่ายๆสั้นๆธรรมดาๆแต่เมื่ออยู่ ณ ที่ตรงนั้นแล้วมันกินใจความมากมายเหลือกิน
....ความเชื่อ...... February 29 ด่าหนัง ดานังไม่ได้จะด่าหนังของดานัง แต่มันเป็นการออกเสียงที่แท้จริงของชาวเวียดนามเค้า
ตอนนี้มีโอกาสได้โกอินเตอร์ ไปเที่ยวเวียดนาม
ช่วงนี้ว่างงานอีกเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้
เลยต้องตะลอนตีนไปทั่ว
เริ่มจากลาวใต้ อันนี้บุกเดี่ยว โดนฟันเงินไปหลายกีบ
ต่อด้วยดานัง และไปจบที่ฮานอย อันนี้ดีหน่อยมีเพื่อนอยู่เลยคิดว่าน่าจะโดนฟันน้อยหน่อย (คิดว่านะ)
ตอนนี้ก็สำเริงสำราญดี คนเวียดนามดูๆไปก็หล่อดีเหมือนกันโดยเฉพาะตม.ที่เจอที่ด่านลาวบาว
แต่ที่แน่ๆเวียดนามหนาวได้ใจมาก |
|
|